svasdssvasds

ไทย-เกาหลีเหนือ l โอฬาร สุขเกษม

23 ก.พ. 2559 เวลา 6:37 น. 1.2k
เมื่อปีที่แล้วหรือปี 2558 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีหรือ “เกาหลีเหนือ” ครบรอบ 40 ปี ในวาระนั้น นายมุน ซง โม เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีประจำประเทศไทย ได้พบกับนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีและนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลสมัยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2558 โดย นายมุน ซง โม ได้พูดถึงแนวทางที่ นายคิม จอง อึน ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ พูดกับประชาชนเกาหลีเหนือ ว่า อยากให้มีการดำเนินการรวมชาติ ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเราก็ได้ตอบไปว่าเป็นเรื่องน่ายินดี อะไรที่ไทยจะช่วยดำเนินการได้เราก็ยินดี พร้อมทั้งได้ฝากความปรารถนาดีไปยัง นายคิม จอง อึน และหวังว่าเกาหลีเหนือจะมีความร่วมมือกับมิตรประเทศทั่วโลกมากขึ้น เพราะเราต้องการให้ประเทศแถบนั้นมีความสุข และก่อนหน้านี้ นายมุน ซง โม ก็ได้พบรัฐมนตรีหลายกระทรวงแล้ว ดังนั้น ก็เห็นว่ามีเจตนารมณ์ในการเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างกันในด้านต่างๆ มากขึ้น ไทยเราก็เป็นมิตรประเทศกับเกาหลีเหนือ เราก็ยินดี

ด้านนายวิษณุ กล่าวว่า เป็นธรรมเนียมปกติที่เอกอัครราชทูตแต่ละประเทศ จะมาเยี่ยมคารวะเพื่อแนะนำตัว ทำความรู้จัก ขณะที่ไทยไม่มีสถานทูตที่กรุงเปียงยาง ใช้สถานทูตที่ปักกิ่งดูแลเกาหลีเหนือ ซึ่งการหารือมีปรารภให้รัฐบาลไทยไปเปิดสถานทูตที่เกาหลีเหนือ ซึ่งไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรไป เพราะเรื่องนี้ต้องพิจารณาหลายอย่างให้รอบคอบ และมีปัญหาเรื่องบประมาณด้วย ดูความจำเป็นต่างๆ ด้วย ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้พิจารณา แต่ได้บอกว่าหากกระทรวงการต่างประเทศตัดสินอย่างไร ถึงเวลาก็ต้องส่งเรื่องมายังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พิจารณาจะอย่างไร

ส่วนความร่วมมือ ถ้าพูดถึงเกาหลีเหนือ คนไทยรับรู้ว่ามีความสามารถด้านนักกีฬา กายกรรมเปียงยาง วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม ซึ่งคงต้องใช้ส่งเหล่านี้เชื่อมความสัมพันธ์ เพราะระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลคงทำอะไรมากไม่ได้ เอกชนกับเอกชนน่าจะมีการค้าขายอะไรกันได้มากขึ้น

นายวิษณุ กล่าวว่า ทางเกาหลีเหนือเองก็พูดถึงภาพลักษณ์ของประเทศที่ถูกมองในทางที่ไม่ดี แต่เขาก็บอกว่า จริงๆ มันไม่ใช่อย่างที่มองกัน แต่ตนไม่มีหน้าที่ไปวิพากษ์วิจารณ์ เพราะบางอย่างเราไม่รู้ความจริงเป็นอย่างไร สถานทูตเกาหลีเหนือ ที่ตั้งในบ้านเราก็เหมือนที่อื่นทั่วๆ ไป เพราะดูแลผลประโยชน์คนของเขา ดูแลการค้า การข่าว ที่สำคัญทำความรู้จักกับทูตานุทูตทั้งหลาย ในการที่จะพึ่งพาอาศัยกัน เพราะวันนี้มีประชาคมโลก ถ้าได้รู้จักในระดับประเทศกับประเทศ การจะไปพูดจากันบนเวทีนานาชาติก็จะง่ายเข้า ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง คนไทยเองก็ไปเกาหลีเหนือเยอะ ไปเรียน ไปค้าขาย บริษัท ล๊อกซ์เล่ย์ จำกัด ของไทย ก็ไปลงทุนที่เกาหลีเหนือ

ต่อมาคณะผู้แทนกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) นำโดยนายจอง ทอง ฮัก อธิบดีกรมสารนิเทศเกาหลีเหนือ เดินทางเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 6 – 8 พฤษภาคม 2558  ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างคณะผู้แทนกรมสารนิเทศไทยกับเกาหลีเหนือ ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ปี 2535โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางในการกระชับและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่สารนิเทศของ     ทั้งสองประเทศในลักษณะเหย้า – เยือน กล่าวคือ ไทยและเกาหลีเหนือสลับกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละปี

ในโอกาสการเยือนดังกล่าว คณะผู้แทนเกาหลีเหนือได้เข้าพบหารือกับ นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558  โดยนายเสข ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ ความร่วมมือด้านสารนิเทศระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ รวมทั้งสาขาอื่นๆ อาทิ การท่องเที่ยว วัฒนธรรมและกีฬา เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับประชาชนของทั้งสองประเทศ ด้านนาย จอง ทอง ฮัก อธิบดี  กรมสารนิเทศเกาหลีเหนือและหัวหน้าคณะ ได้กล่าวขอบคุณและแสดงความชื่นชมฝ่ายไทยที่ให้การต้อนรับ        อย่างอบอุ่นและเป็นมิตร และกล่าวว่า ไทยถือเป็นศูนย์กลางของเอเชียแปซิฟิกและมีบทบาทนำในอาเซียน การดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนการเยือนเจ้าหน้าที่สารนิเทศทำให้ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอด นอกจากนั้น ยังกล่าวชื่นชมไทยที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเกาหลีเหนือหวังว่าจะสามารถเรียนรู้จากไทย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2558  ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 40 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือ นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะ ณ ร้าน Blue Elephant โดยได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีในโอกาสสำคัญดังกล่าว พร้อมทั้งแจ้งเรื่อง นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ       จะเป็นหัวหน้าคณะไมตรีเดินทางเยือนเกาหลีเหนือระหว่างวันที่ 10 – 14  พฤษภาคม 2558 โดยฝ่ายไทยได้เตรียมการแสดงทางวัฒนธรรมไทยไปจัดแสดง ณ กรุงเปียงยาง เพื่อฉลองโอกาสสำคัญดังกล่าวด้วย ซึ่งการเดินทางไปเยือนในครั้งนั้น นายดอน ปรมัตถ์วินัย ได้เป็นตัวแทนนำของขวัญจาก พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มามอบให้กับนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือเป็นผู้รับไว้แทนท่านผู้นำสูงสุด นอกจากนั้นนายดอน ปรมัตถ์วินัย และคณะยังได้เดินทางไปยังเขตมังยงแด (Mangyongdae) บ้านเกิดของนายคิม อิล ซุง อดีตผู้นำเกาหลีเหนือปู่ของนายคิม จอง อึน ผู้นำคนปัจจุบัน โดยคณะผู้แทนจากไทยได้เยี่ยมชมบ้านซึ่งมุงด้วยฟางที่นายคิม อิล ซุง เติบโตขึ้นมา พร้อมกับรับฟังการบรรยายชีวประวัติและการปฏิวัติของผู้นำรายนี้ ซึ่งได้กลายเป็นผู้นำสูงสุดคนแรกของเกาหลีเหนือ

การทูตระหว่างไทยและเกาหลีเหนือเริ่มต้นขึ้นในปี 2515 จากการแลกเปลี่ยนการติดต่อในด้านการค้าและกีฬาอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งต่อมาในปี  2515  ทางเกาหลีเหนือได้แสดงความสนใจที่จะขอเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น และในวันที่ 8 พฤษภาคม  2518 ประเทศไทยและเกาหลีเหนือได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน และมีการแลกเปลี่ยนเอกอัครราชทูตระหว่างกันในเวลาต่อมา โดยเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำสหภาพพม่าในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ประจำประเทศไทย และเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเปียงยาง ต่อมาในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2534 เกาหลีเหนือได้ยกระดับสำนักงานผู้แทนการค้าของเกาหลีเหนือในกรุงเทพมหานคร (ที่ตั้งขึ้นเมื่อ 25 ธ.ค. 2522) เป็นสถานเอกอัครราชทูต  แต่ปัจจุบันสถานที่ตั้งสถานทูตเกาหลีเหนืออยู่ที่ถนนพัฒนาการ ซอย 28 สวนหลวง กรุงเทพมหานคร  ขณะที่ไทยยังไม่เปิดสถานทูตในกรุงเปียงยาง นั่นก็หมายถึงว่าไทยยังคงใช้สถานทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง เป็นช่องทางติดต่อระหว่างกันอย่างเป็นทางการ

เกาหลีเหนือภายใต้ผู้นำ นายคิม จอง อึน ทำให้โลกตะลึงหลายต่อหลายครั้งจากข่าวสังหารศัตรูทางการเมืองในประเทศ  รวมทั้งการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน และการพัฒนาจรวด หรืออาจจะเรียกตรงไปตรงมาว่า เป็นหนึ่งในการทดลองยิงขีปนาวุธวิสัยไกลที่สามารถยิงถึงประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ผลจากการทดลองครั้งล่าสุดเมื่อต้นปีนี้ทำให้การลงทุนร่วมกันระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเป็นอันต้องพับไป  ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาเคยบอยคอตเศรษฐกิจประเทศเกาหลีเหนืออยู่แล้วก็ประกาศเพิ่มเติม โดย ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ลงนามอนุมัติให้รัฐบัญญัติว่าด้วยการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือและการจัดการด้านนโยบายที่เกี่ยวข้อง มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไป หลังกฎหมายได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งต้องการให้รัฐบาลวอชิงตันขยายขอบเขตมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือ เพื่อตอบโต้การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของอีกฝ่าย เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2558  ตามด้วยการยิงจรวดพิสัยไกลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นอกเหนือการขึ้นบัญชีดำบุคคลทั่วไปและนิติบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาวุธ และโครงการนิวเคลียร์ของรัฐบาลเปียงยางแล้ว ยังถือเป็นครั้งแรกที่มีการระบุขอบเขตของมาตรการตอบโต้อาชญากรรมไซเบอร์จากเกาหลีเหนือด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็บอยคอตเรื่องแฮ็คข้อมูล ภาพยนตร์เรื่อง The Interview ที่สร้างโดยบริษัท โซนี่ พิคเจอร์ส เมื่อปีที่แล้วด้วย

ประเทศไทยแม้จะมีความสัมพันธ์กันระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือก็จริง แต่ก็ไม่ได้แสดงออกนอกหน้าต่อสายตาผู้คนทั่วไปนัก การค้าระหว่างกันก็มีบ้าง แต่เกาหลีเหนือทำการค้ากับประเทศพันธมิตรดั้งเดิมของตนไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน และประเทศอื่นๆ ในเครือข่ายคอมมิวนิสต์เดิม เกาหลีเหนือยังไม่เปิดประเทศมากนัก และยังไม่ต้องการการปฏิรูปประเทศ ยึดตามแนวทางผู้นำคนเดิม คือ คิม จอง อิล ที่เคยบอกว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายพื้นฐานองเกาหลีเหนือที่มีผลต่อการทำลายสังคมนิยมแล้ว จะนำไปสู่ความวุ่นวาย ความยากจน และถูกยึดครองจากต่างชาติ ด้วยเหตุนี้เกาหลีเหนือจึงพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยการพึ่งตนเอง อาศัยใช้พื้นฐานที่มีอยู่ของตนเอง ไม่พึ่งทุนจากต่างประเทศ หรือไม่เต้นไปตามจังหวะของผู้อื่น

จีนยังเป็นมิตรประเทศที่ดีกับเกาหลีเหนือ และนั่นก็หมายถึงว่า จีนยังคงเพิกเฉยต่อเกาหลีเหนือไม่ว่าจะทดลองอะไรก็ตาม เพราะผลจากการทดลองต่างๆ ของเกาหลีเหนือย่อมส่งอิทธิพลและกระทบต่อประเทศต่างๆ ไม่ว่าต่อเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ความจริงแล้วอาจเป็นไปได้ว่า การที่ให้เกาหลีเหนือพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตอาวุธร้ายแรง ก็เป็นเรื่องของการถ่วงดุลอำนาจกันไป และนั่นอาจเป็นเหตุทำให้สงครามจริงๆ ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ยกเว้นเรื่องทะเลาะเบาะแวงกันแบบธรรมดา คงอาศัยบทเรียนจากอินเดียมีนิวเคลียร์และปากีสถานกีมีนิวเคลียร์ ซึ่งมีนิวเคลียร์ไว้ถ่วงดุลอำนาจกัน หากประเทศหนึ่งมีแล้ว อีกประเทศไม่มี สภาพก็ไม่แตกต่างจากตะวันออกกลางที่อิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์แต่ประเทศอื่นๆ ใกล้เคียงไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ จึงไม่มีการถ่วงดุลอำนาจกัน และผลลงเอยก็อย่างที่เห็นเกิดสงครามกันประปราย ครับ
logo-pwa

เพิ่ม Thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด