
ฉาย บุนนาค : เหตุผลที่ “ร.ร.นานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพ” และทุก “สถานศึกษา” ไม่ควรเข้าตลาดหุ้น
เข้าตลาดหุ้น เข้าไปเพื่ออะไร?
ตามทฤษฎี ประโยชน์ต่อกิจการ คือเพื่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงเพื่อความภูมิใจของบุคลากร เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อลดต้นทุนการเงินจากการเข้าถึงแหล่งทุนระยะยาว เพื่อนำเงินไปพัฒนาและขยายธุรกิจ
ประโยชน์ต่อเจ้าของคือ เพื่อความมั่งคั่ง เพื่อสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้น เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีเวลาขายหุ้นได้กำไร
ถูกต้องครับ ที่ “สถานศึกษาเอกชน” คือ “ธุรกิจแสวงหากำไร” และมีอิสระตามกฎหมายในการแสวงหาประโยชน์
ถูกต้องครับ ที่ “สถานศึกษาเอกชน” ปัจจุบันไม่ได้ผูกขาดและมีการแข่งขันอย่างเสรี
ถูกต้องครับ ที่ในเชิงจริยธรรมที่คงมีโรงเรียนและครูแย่ๆ กว่าโรงเรียนที่จะเข้าตลาดนี้
วันนี้เรากำลังพูดถึงธุรกิจ “สถานศึกษา” ที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่โรงเรียนนานาชาตินี้แห่งเดียว!
วัฒนธรรมปกติในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ คุณเลือกผู้ถือหุ้นไม่ได้ ใครจะซื้อจะขายเมื่อไหร่ก็ได้ตามอุปสงค์อุปทานและราคาที่กำหนดโดยกลไกตลาด
ทุกอย่างเป็นไปตามระบบทุนนิยม ผู้มีหุ้นมากมีสิทธิ์เลือกกรรมการบริษัท และกรรมการบริษัทมีอำนาจกำหนดนโยบายต่างๆ
ในโลกแห่งทุนนิยมและในตลาดทุน โลกที่นิยมเงินทองผลประโยชน์มากกว่าความมั่นคง และจริยธรรม
โลกที่มีปรัชญาสวนทางกับความพอเพียง ซึ่งเป็นอุดมคติของสังคมไทยตามพระราชดำริพ่อหลวงรัชกาลที่ 9
ผมขอจำแนกความเสี่ยงและพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อ “สถานศึกษา” เข้าตลาดหุ้นให้ฟังดังนี้...
1.เมื่อสถานศึกษา ที่เข้าตลาดหุ้น กลไกและระบบจะบังคับให้ทุกองค์กรต้องมุ่งแสวงหากำไรสูงสุด หรือ “Maximize Profit” แปลว่า เพิ่มรายได้ (ค่าเล่าเรียน) และลดรายจ่าย นั้นคือคุณภาพและสิ่งอื่นๆ ที่นักเรียนพึงได้รับ
2.โรงเรียนจะอยู่ในสภาวะเสี่ยงตลอดเวลากับการเปลี่ยนเชิงนโยบายจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่สามารถเปลี่ยนได้ทุกวัน ทุกเดือนและทุกปี
3.จะเกิดการขยายสาขาแบบดอกเห็ด ไล่ซื้อกิจการการศึกษา ไล่ซื้อบุคลากร เพื่อลดการแข่งขันและความเป็นเสรี
4. “นักเรียน” จะถูกแปรค่าจากอนาคตของชาติไปสู่ “ลูกค้า” ค่านิยมและคุณค่าของ “ครู” ซึ่งเปรียบดั่ง “แม่พิมพ์ของชาติ” จะเปลี่ยนไป
จินตนาการได้เลย ไม่ต่างจากวันนี้ที่โรงพยาบาลเอกชน (ในตลาดหุ้น) ที่กึ่งผูกขาดและคิดค่ายาแก้ปวดเราแผงละเป็นร้อย ๆ ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลคืออาชีพรักษาชีวิต!
โดยนายทุนเจ้าของกิจการโรงพยาบาลไม่กี่คนร่ำรวยล้นฟ้า และมีกำไรปีละหลายหมื่นล้าน!
นี่ไม่ใช่สังคมอุดมคติของสังคมไทย สังคมที่เชิดชูคุณธรรมและความพอเพียงแน่นอน...
สำหรับ “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์”
ด้วยทุนจดทะเบียน 250 ล้านบาท ปี 2559 และ 2560 มีกำไร 80 ล้านบาท และ 60 ล้านบาทตามลำดับ มิหนำซ้ำยังได้สิทธิพิเศษไม่ต้องเสียภาษี นี่ยังไม่พออีกหรือ?
ส่วนสำหรับท่านผู้ไม่รู้ ท่านควรทราบว่า “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์” จะระดมทุนไปเพื่อคืนหนี้ของโรงเรียน ไม่ใช่เพื่อมุ่งเน้นการศึกษาอย่างที่ท่านเดา และอัตราดอกเบี้ยที่ “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์” จ่ายอยู่นั้นอยู่ที่ 3.15% และ MLR ลบ 1-2% ทั้งหมด ซึ่งต่ำมาก
ทำไมต้องกระสันจะคืนหนี้ขนาดนี้? หรือว่ามองที่ประโยชน์ด้านความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก?
อย่างที่เคยเรียนให้ทราบ ผู้ดำเนินอาชีพธุรกิจการศึกษาต้องมีจิตที่เป็นสาธารณะและมีจิตวิญญาณเพื่อเยาวชนมากกว่าคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน
ด้วยทุกเหตุผลข้างต้น การระดมทุนเข้าตลาดหุ้นรอบนี้ของ “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์” จึงไม่มีเหตุผลที่เพียงพอต่อความเสี่ยงที่เยาวชนและสังคมไทยพึงได้รับ
|คอลัมน์ :ฉาย บุนนาค
|โดย :ฉาย บุนนาค
|หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 18 ฉบับ 3398 ระหว่างวันที่ 6-8 ก.ย.2561






