
ข้าพระบาท ทาสประชาชน : GPSC ซื้อ GLOW ใครได้ใครเสีย?ผูกขาดหรือแข่งขัน (2)
ย้อนดูประวัติความเป็นมา ก่อนที่ ปตท.จะกำเนิดขึ้นโดยพิจารณาเพียงสังเขปจะเห็นได้ว่า การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.) จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2521 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2521 โดยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมธุรกิจปิโตรเลียม รวมถึงดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับการประกอบธุรกิจปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดแก่เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ซึ่งในระยะเริ่มต้นก็ได้โอนเอากิจการของกรมพลังงานทหารและที่เกี่ยวกับโรงกลั่นนํ้ามัน กระทรวงกลาโหม องค์การเชื้อเพลิง และองค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย มาเป็นของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
ดังนั้น การที่ ปตท.มุ่งหน้าสู่ธุรกิจผูกขาดการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ ซี่งหากเป็นไปในทิศทางที่ ปตท.กำลังดำเนินการเช่นนี้ต่อไป คำถามก็คือ การดำเนินกิจการดังกล่าวใช่ภารกิจตามวัตถุประสงค์ของ ปตท.หรือไม่ และหากเป็นเช่นนี้ กฟผ. จะมีสภาพและสถานะอย่างไร เพราะ ปตท.บัดนี้ได้กลายเป็นบริษัทมหาชน เป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการแปรรูปไปแล้ว ขาหนึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ อีกขาหนึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ถูกจัดอันดับเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ติดอันดับท็อป 100 ของบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกที่มีเงินทุนมหาศาล และมีผลประกอบการกำไรนับแสนๆ ล้านต่อปี
กรณีที่ GPSC เข้าซื้อหุ้น GLOW 100% และเข้าดำเนินธุรกิจไฟฟ้าอันเป็นการแข่งขันกับเอกชน จึงมีปัญหาว่าเป็นการกระทำที่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 75 ที่บัญญัติไว้หรือไม่
ซึ่งมาตรา 75 บัญญัติว่า “รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัญชาของเศรษฐกิจพอเพียง ขจัดการผูกขาดทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประชาชนและประเทศ รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาประโยชน์ส่วนรวม การจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือการจัดทำบริการสาธารณะ .........”
ทั้งจะอ้างเพื่อความมั่นคงของรัฐ ก็ไม่อาจจะรับฟังได้ และถ้าหากกรณีนี้ทำให้ ปตท.โดย GPSC เข้ามาทำธุรกิจด้านไฟฟ้าโดยผูกขาดและมีอำนาจเหนือตลาด ย่อมเป็นกรณีที่รัฐส่งเสริมการผูกขาดและทำลายการแข่งขันที่เป็นธรรมเสียเองอีกด้วย อันเป็นการกระทำที่ขัดและแย้งต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งเอกชนที่ได้รับผลกระทบอาจฟ้องต่อศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญได้ ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานกำกับกิจการด้านพลังงาน พึงระมัดระวังและพิจารณาว่าจะเห็นสมควรอนุญาตให้กระทำได้หรือไม่
จึงเท่ากับเป็นการควบรวมกิจการอันเป็นการกีดกันเอกชนผู้ประกอบธุรกิจไฟฟ้ารายอื่นๆ และทำให้ตนมีอำนาจเหนือตลาดทั้งในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศอีกด้วย เพราะปตท.ย่อมสามารถควบคุมและกำหนดแผนพัฒนาท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่เป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับธุรกิจตนได้ เอกชนรายอื่นก็จะอยู่ในลำดับความสำคัญรองลงไป ความไม่เป็นธรรมเช่นนี้อาจเกิดขึ้น และเท่ากับรัฐมิได้พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประชาชนและประเทศแต่อย่างใด
| คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน
| โดย : ประพันธุ์ คูณมี
| หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3382 ระหว่างวันที่ 12-14 ก.ค.2561
[caption id="attachment_297141" align="aligncenter" width="503"]
[caption id="attachment_297140" align="aligncenter" width="503"]






