thansettakij
thansettakij
ฤๅจะสิ้นชื่อฐานันดรที่ 4 l โอฬาร สุขเกษม

ฤๅจะสิ้นชื่อฐานันดรที่ 4 l โอฬาร สุขเกษม

27 ม.ค. 59 | 06:17 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ม.ค. 59 | 13:19 น.
สื่อถูกตรวจสอบโดยสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะล่าสุดในเหตุการณ์เคลื่อนย้ายผู้เสียชีวิตออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด ช่างภาพสื่อมวลชนหลายแขนงกรุ่มรุมเข้าถ่ายภาพเหตุการณ์อย่างกระชั้นชิด จนเกินเลยความพอดีไป เพราะญาติผู้เสียชีวิตต้องอยู่ระหว่างผู้เสียชีวิตโดยมีสื่อมวลชนทำหน้าที่บันทึกภาพอยู่ตรงกลาง ภาพแบบนี้ปรกติแล้วจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะช่างภาพจะได้สิทธิพิเศษในการบันทึกเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพของฝ่ายผู้สูญเสียเอง หรือช่างภาพสื่อมวลชน แต่คราวนี้ดูจะผิดไปจากปรกติตรงที่ ช่างภาพสื่อมวลชนหรืออาจจะรวมถึงช่างภาพสมัครเล่นทั้งหลายแย่งชิงมุมดีๆ ถ่ายภาพกันมากเกินไปเรียกว่าไปกันเป็นกองทัพ   เพราะผู้เสียชีวิตเป็นดารามีชื่อเสียง ประกอบคุณงามความดีไว้มาก ใช้ชีวิตเรียบง่าย เป็นพระเอกละครทีวี และเข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลนานถึง 2 เดือน ทำให้ผู้คนให้ความสนใจติดตามความเป็นไปของอาการผู้ป่วย และท้ายที่สุดก็ไม่อาจรักษาต่อไปได้ ภาพเหตุการณ์แต่ละขั้นตอนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับช่างภาพที่จะเก็บภาพเอาไว้  ส่วนการจะตีพิมพ์ภาพใดเป็นเรื่องของบรรณาธิการภาพหรือบรรณาธิการจะตัดสินใจ

เมื่อเรื่องราวเกิดขึ้นสังคมก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าช่างภาพทำหน้าที่อย่างไร้จริยธรรม การพูดคุยเรื่องนี้เป็นไปอย่างแพร่หลายทั้งในแวดวงหนังสือพิมพ์ แวดวงวิทยุ และวิทยุโทรทัศน์ ส่วนใหญ่ฟังความได้ว่าสื่อมวลชน “หิวข่าว” มากเกินไป ทำเกินเลยไป ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของญาติพี่น้องผู้สูญเสีย ไม่คำนึงถึงความมีระเบียบ และไม่เคารพผู้เสียชีวิต ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริงที่ไม่ควรปฏิเสธ และควรขอโทษต่อสังคมด้วยไม่ว่าจะเป็นในนามส่วนตัว ในนามต้นสังกัด หรือในนามสมาคมสื่อมวลชนที่ร่วมกันทำหน้าที่จนเกิดเลยและสังคมไทยยอมรับไม่ได้ แต่การนำเอาสื่อไทยไปเปรียบเทียบกับประเทศตะวันตกก็ไม่ถูกเช่นกัน เพราะบางอย่างเราควรเลียนแบบ บางอย่างเราควรปฏิเสธ เพราะสื่อตะวันตกก็ “แอบถ่าย” ภาพส่วนตัวดาราหรือคนดังมาขึ้นปกอยู่บ่อยครั้งไป

ปรกติแล้วนักข่าวร่วมทั้งช่างภาพมีเสรีภาพในการทำหน้าที่สื่อสารมวลชน เสรีภาพนั้นหมายถึงความเป็นอิสระที่จะทำงานตามที่จะปรากฏเป็นข่าว ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวหรือช่างภาพต้องเป็นตัวของตัวเองอยู่แล้ว หาไม่แล้วก็ไร้ซึ่งเสรีภาพ  แต่การใช้เสรีภาพนั้นจะต้องเป็นไปตามกรอบแห่งกฎหมาย ตามครรลองจารีตประเพณี และจริยธรรมของนักสื่อสารมวลชน

ในแวดวงนักหนังสือพิมพ์ในอดีตเรามีจรรยาบรรณหนังสือพิมพ์เป็นขอบเขต ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 7 ข้อ  คือ 1. การส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ เป็นภาระกิจอันมีความสำคัญ เหนืออื่นใดสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์  2. การเสนอข่าว ภาพ หรือการแสดงความคิดเห็น ต้องเป็นไปด้วยความสุภาพ สุจริต ปราศจากความมุ่งหวังในประโยชน์ส่วนตน หรือ อามิสสินจ้างใดๆ 3. การเสนอข่าว ต้องเสนอแต่ความจริง พึงละเว้นการต่อเติมเสริมแต่ง หากปรากฏว่า ข่าวใดไม่ตรงต่อความจริง ต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว 4. การที่จะให้ได้ข่าว ภาพ หรือข้อมูลอย่างใดๆมาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพ และซื่อสัตย์  5. ต้องเคารพต่อความไว้วางใจที่ได้รับมอบหมาย จากการปฏิบัติหน้าที่ ในวิชาชีพ ของตน 6. ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยถือเอาสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่ง หน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือหมู่คณะโดยมิชอบ และ  7. ต้องไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพ หรือความสามัคคี ของเพื่อร่วมวิชาชีพ ซึ่งที่กล่าวมานี้เป็นประกาศของสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศไว้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2519 ปัจจุบันสมาคมแห่งนี้ก็ยังมีอยู่แต่มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผู้เป็นสมาชิกจากนักข่าวทั่วๆ ไป เป็นระดับบริหารของสำนักพิมพ์ต่างๆ

ปัจจุบันวงการหนังสือพิมพ์ในไทยส่วนใหญ่รวมกันในนามสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2540 และสภาหนังสือพิมพ์ได้ตราข้อบังคับตราข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์เอาไว้ทั้งหมด 30 ข้อ โดยเริ่มเนื้อหาจริยธรรมหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ข้อ 4-19 และตั้งแต่ข้อ 20-22 เป็นจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ และตั้งแต่ข้อที่ 23-30 เป็นแนวปฏิบัติของหนังสือพิมพ์และผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ซึ่งจริยธรรมนี้ประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2541

ต่อเรื่องที่เกิดขึ้นมานี้มีอยู่ 5 ข้อที่จะต้องพิจารณาไตร่ตรอง คือ หลักจริยธรรมข้อที่ 15 วางหลักไว้ว่าในการเสนอข่าวหรือภาพใด ๆ หนังสือพิมพ์ต้องคำนึงมิให้ล่วงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของ บุคคลที่ตกเป็นข่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องให้ความคุ้มครองอย่างเคร่งครัดต่อสิทธิมนุษยชนของเด็ก สตรีและผู้ด้อย โอกาส ในการเสนอข่าวตามวรรคแรกต้องไม่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์หรือโศกนาฏกรรมอันเกิดแก่เด็ก สตรีและผู้ ด้อยโอกาสนั้นไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ข้อ 17  หนังสือพิมพ์จะต้องไม่เสนอภาพข่าวที่อุจาด ลามกอนาจาร หรือน่าหวาดเสียวโดยไม่คำนึงถึงความรู้ สึกของสาธารณชนอย่างถี่ถ้วน ข้อ 20 ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ต้องไม่ประพฤติปฏิบัติการใดๆ อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติ ศักดิ์แห่งวิชาชีพ ข้อ 25 การได้มาซึ่งข่าวสาร หนังสือพิมพ์พึงใช้วิธีที่สุภาพและซื่อสัตย์ และข้อ 27  หนังสือพิมพ์ พึงละเว้นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่กรณีเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ผมมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากทำอย่างมีระเบียบ รู้กาลเทศะ ก็คงไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ อย่างนี้ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นมาแล้วและเกินเลยไปมากจริง  ก็ต้องขออภัยกันหล่ะครับ

 

 

 
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline