
ทางออกนอกตำรา : ท้าทาย... บารมี “บัณฑูร ล่ำซำ”
ตะลึงกันทั้งค่ายยักษ์สีเขียว “KBANK” เมื่อเกิดปรากฎการณ์ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 106 ของธนาคารกสิกรไทย ลงมติไม่เห็นชอบกับข้อเสนอของฝ่ายบริหารธนาคารที่มี “คุณปั้น” บัณฑูร ล่ำซำ เป็นประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เสนอขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในกรอบการดำเนินการขยายธุรกิจโดยวิธีการเข้าซื้อหารือร่วมทุนในกิจการจำนวนเงินไม่เกิน 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,650 ล้านบาท ต่อการลงทุนแต่ละครั้ง และให้อยู่ภายในกรอบการลงทุนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.55 หมื่นล้านบาท
ฝ่ายบริหารของธนาคาร ที่มี”คุณปั้น”เป็นหัวเรือใหญ่ มี “ปรีดี ดาวฉาย-ขัตติยา อินทรวิชัย-พิพิธ อเนกนิธิ” เป็นกรรมการผู้จัดการเสนอว่า เรื่องนี้มีความจำเป็นที่จะขยายธุรกิจบริการทางการเงินในภูมิภาคเออีซีบวก 3 โดยเฉพาะกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีไอ (CLMVI) ได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของตลาด และการแข่งขัน
ปรากฏว่า ผู้ถือหุ้นรวมพลังกันเบรก ไม่อนุมัติให้เพิ่มวงเงินร่วมทุนธุรกิจอื่นในกลุ่มประเทศ CLMVI ไม่เกินคราวละ150 ล้านดอลลาร์
ผมเข้าไปดูการประชุมรอบนี้ ที่ผู้ถือหุ้นมาจำนวนมาก วาระอื่นเห็นชอบกันหมดและในสัดส่วนที่มากด้วยคะแนนเสียงตกประมาณ 1,250-1,333 ล้านเสียง แม้แต่วาระการจ่ายบำเหน็จให้กับกรรมการรวม 41.8 ล้านบาท เห็นด้วยถึง 1,158 ล้านเสียง ไม่เห็นด้วยแค่ 94 ล้านเสียง เรียกว่าเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการเดินหน้าทุกรูปแบบ เพราะเชื่อมือ..เชื่อในความสามารถ
แต่พอวาระนี้กลับตาลปัตร ผู้ถือหุ้นกลับเสียงแตก มีผู้เห็นด้วยแค่ 816 ล้านเสียง คิดเป็น 64% ไม่เห็นด้วย 441 ล้านเสียง คิดเป็น 35% ที่เหลืองดออกเสียง เสียงไม่ถึง 3 ใน 4 สลบซิครับพี่น้อง...
บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ประธานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นธนาคารกสิกรไทย ครั้งที่ 106 ที่ผลักดันวาระสำคัญ บ่นเสียดาย เสียโอกาสการขยายธุรกิจการเงินในภูมิภาคเออีซี+3 ถึงขนาดบ่นออกมาว่าด้วยความน้อยออกน้อยใจว่า “สักวันหนึ่งผู้ถือหุ้นจะเข้าใจถึงความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน”
ผมทำข่าวเกาะติดในเรื่องธนาคารกสิกรไทยมายาวนานนับตั้งแต่ปี 2538 จนบัดป่านนี้ ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ที่ผู้ถือหุ้นของธนาคารกสิกรไทยจะมีมติเป็นแบบนี้ เพราะที่ธนาคารแห่งนี้ บริษัท ธนาคารกสิกรไทย แห่งนี้ ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร พนักงาน ยันแม่บ้าน “รัก ศรัทธา เชื่อถือ เชื่อมั่น เคารพ คุณบัณฑูร”
เสียง คำพูด ข้อเสนอ ของ “บัณฑูร ล่ำซำ” จึงทรงความหมาย ชนิดที่ต้องเงี่ยหูฟังมาอย่างยาวนาน ในฐานะ “ธนราชันย์” อันดับต้นของเมืองไทย ไม่แพ้เสียงหรือคำพูดของ “บอส” เจ้าสัวชาตรี โสภณพนิช แห่งค่ายบัวหลวง
การออกมาโหวตล้มแผนของผู้ถือหุ้นรอบนี้จึงไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง สะท้อนว่าทั้ง “เทศ-ไทย” ไม่ยอมให้ฝ่ายบริหารที่มี “บัณฑูร ล่ำซำ” นั่งหัวโต๊ะ ไปต่อ และสั่นคลอนความเชื่อถือในตัวของคุณปั้นอย่างมาก
ไม่ใช่เพียงเพราะแรงกดดันจากการประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิตอล ซึ่งจะกระทบกับรายได้ค่าธรรมเนียมในระยะสั้นของธนาคารกสิกรไทย ที่แจ้งปรับประมาณการรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในปีนี้ (ค่าธรรมเนียม) ลดลง -6-8% จากเดิมคาดว่าจะเติบโตคงที่ตามผลการดำเนินงานในปี 2560 ที่ทำได้ 62,695 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 40% ของรายได้รวม
แต่ผู้ถือหุ้นกำลังใช้สิทธิคานความเด็ดขาดในการทำงานของฝ่ายบริหารในธนาคารนี้อย่างจริงจัง
ไปดู 10 รายแรก นี่เป็นรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 106 ในวันที่ 8 มีนาคม 2561
รายใหญ่สุดเป็น บริษัทไทยเอ็นวีดีอาร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนของนักลงทุนฝรั่ง มีสัดส่วนประมาณ 27.792% ถืออยู่ 665.137 ล้านหุ้น
STATE STREET BANK EUROPE LIMITED ถืออยู่ 284.69 ล้านหุ้น คิดเป็น 11.89%
STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY ถืออยู่ 111..28 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.65%
CHASE NOMINEES LIMITED ถืออยู่ 79.48 ล้านหุ้น คิดเป็น 3.32%
SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED ถือหุ้นอยู่ 61.6 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.57%
สำนักงานประกันสังคม ถือหุ้นอยู่ 47 ล้านหุ้นเศษ คิดเป็น 1.96%
SOUTH EAST ASIA UK (TYPE A) NOMINEES LIMITED ถืออยู่ 34.6 ล้านหุ้น คิดเป็น1.44%
THE BANK OF NEW YORK MELLON ถืออยู่ 34.52 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.44%
GIC PRIVATE LIMITED ถืออยู่ประมาณ 29.23 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.22%
NORTRUST NOMINEES LIMITED-NT0 SEC LENDING THAILAND CL AC ถืออยู่ 28.8 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.20%
ที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นอื่นๆ รวม 1,016.77 ล้านหุ้น คิดเป็น 42.48%
นี่คือผู้ถือหุ้นทั้งหมดมีคนถามว่าแล้วคุณ บัณฑูร ล่ำซำ และคนในตระกูลล่ำซำละครับถืออยู่มากน้อยแค่ไหน ผมพยายามเกาะติดสืบเสาะพบว่า คุณบัณฑูร นั้นถือในนามส่วนตัวประมาณ 10-20 ล้านหุ้น ที่เหลือถือหุ้นกระจัดกระจาย ทั้งในนามครอบครัวล่ำซำโดยตรง และถือหุ้นผ่านในนามของนอมินี หรือกลุ่มของนายไพโรจน์ ล่ำซำ แต่โดยรวมแล้ว ครอบครัวนี้ถือหุ้นอยู่ประมาณ 18-19%
เสียงของผุู้ถือหุ้นกลุ่มนี้ละครับที่โหวตไม่ผ่าน
แล้วที่ไม่ผ่านนั้นมันคืออะไร ผมไปสืบเสาะมาก็พบว่า ทางคณะฝ่ายบริหารพยายามที่จะผลักดันการขยายการลงทุนในกลุ่มธนาคารออกไปให้กว้างขวาง เพื่อเชื่อมโยงการขยายธุรกิจใน CLMV และ I รวมถึงอาเซียนบวก 3 อย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องขยาย หาพันธมิตรทั้งที่เกี่ยวกับธนาคาร เกี่ยวกับเทคโนโลยี และอื่นๆที่เป็นโอกาสในการทำธุรกิจขององค์กรในระยะยาว
บัณฑูร แห่ง KBank มีเป้าหมายเป็นธนาคารแห่ง AEC+3 เพื่อรองรับการค้าการลงทุนของลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศในอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ปีที่ผ่านมา ได้เข้าลงทุนถือหุ้นใน ธนาคารแมสเปี้ยน (Bank Maspion) ในอินโดนีเซีย สัดส่วน 9.99%
ธนาคารแมสเปี้ยน ถือเป็นธนาคารพาณิชย์เอกชนระดับ BUKU2 เน้นให้บริการลูกค้าบุคคลและ SME และมีการลงทุนพัฒนา Digital Banking สอดคล้องกับทิศทางของ KBank ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง มีเครือข่ายสำนักงานทั่วประเทศ 51 แห่ง ครอบคลุมเมืองสำคัญ
ธนาคารแมสเปี้ยน ยังอยู่ใน Maspion Group กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของอินโดนีเซีย ทำธุรกิจการเงินการธนาคาร ค้าปลีกค้าส่ง โลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์ เป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคแบบถาวร เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องใช้ในครัวเรือน มีฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีประชากร 260 ล้านคน เป็นอันดับที่ 4 ของโลก อัตราการเติบโตของ GDP ขยับเข้าใกล้มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากการวิเคราะห์ของ Deloitte อินโดนีเซียจะก้าวขึ้นมาเป็นตลาดที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลกภายในปี 2563
นอกจากสำนักงานใหญ่ เมือง Shenzhen แล้ว กสิกรไทยยังมีสาขาใน Chengdu, Shanghai และฮ่องกง รวมทั้งสำนักงานผู้แทนที่ Beijing และ Kunming และธนาคารยังได้รับการอนุมัติให้เปิดสาขาเพิ่มได้ที่เขต Pudong เมือง Shanghai เป็นสาขาที่ 3 ของเมืองซึ่งถือเป็นเขตเศรษฐกิจการค้าเสรีที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางการเงินของประเทศจีน มีธุรกรรมการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียนสูง โดยปี 2559 มียอดธุรกรรมถึง 9.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 21% ของธุรกรรมการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนทั้งหมด
การโหวตไม่ผ่านของผู้ถือหุ้นครั้งนี้ จึงสะท้านไปทั้งเคแบงก์
ที่สำคัญสะท้อนถึง “พลัง อำนาจ ศรัทธา” ในตัวของ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารว่า กำลังถูกท้าทายครั้งสำคัญอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน
............................
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา | หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3355 ระหว่างวันที่ 8-11 เม.ย.2561






