thansettakij
thansettakij
คลังวิจิตรหลายแผ่นดิน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี

คลังวิจิตรหลายแผ่นดิน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี

06 พ.ย. 59 | 10:00 น.

“สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย
งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์
ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม...”


คำร้องเสนาะหูของกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) งดงามข้ามผ่านกาลเวลาและยุคสมัยนับร้อยปี สู่การเป็นหนึ่งในสมบัติชาติและสัญลักษณ์ประเทศไทยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเคียงคู่สถาบันพระมหากษัตริย์และชีวิตบนสายน้ำของคนไทยเสมอมา

ความสมบูรณ์พร้อมของศาสตร์และศิลป์ของชนชาติตั้งแต่ครั้งแรกเริ่มก่อร่างสร้างแผ่นดิน จากเรือรูปร่างเพรียวยาว กับฝีพายพี่ฝึกจัดหวะการฟาดผิวน้ำมาอย่างหนักเฉกเช่นเดียวกับนักรบที่ถือหอกและดาบปราบศัตรู กระบวนเรือที่น่าเกรงขามคือ เรือรบประเภทขับไล่ทางแม่น้ำที่สร้างความหวั่นเกรงให้กับข้าศึกศัตรูมาหลายยุคหลายสมัย

[caption id="attachment_111774" align="aligncenter" width="503"] คลังวิจิตรหลายแผ่นดิน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี คลังวิจิตรหลายแผ่นดิน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี[/caption]

การเดินเที่ยวชมฐานรากของความเป็นไทย โดยมีอาจารย์นัท จุลภัสสร วิทยากรประจำทริป KTC PR Press Club ครั้งนี้คือการล่องเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านหน้าโรงพยาบาลศิริราชซึ่งยังคงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งแผ่นดินอยู่ไม่คลาย สู่ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี” ในวันที่ฝนตกครึ้ม อึมครึมเคล้าไปด้วยหมอกหนาและกลิ่นควันไฟอ่อนๆ ในสายลม

การเป็นสถานที่พิเศษที่ผู้เข้าชมมิได้มาเพื่อถ่ายภาพหรือเช็คอินตามอย่างสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นที่ซึ่งผู้เดินทางมุ่งมั่นมาเพื่อเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์จากพระมหากษัตรย์แต่ละพระองค์ที่ตั้งพระทัยอย่างแรงกล้าในการสร้างและธำรงรักษากระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคไว้ให้คงอยู่คู่สถาบันพระมหากษัตรย์ไทยและสังคมไทยให้ยาวนานที่สุด

อาจารย์นัทเล่าให้เราฟังว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยากระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคของสยามนับว่ามีความงดงามอย่างที่สุด แต่ด้วยเหตุการณ์กรุงแตกในปี พ.ศ. 2310 กลุ่มเรือที่ผูกกันไว้ทางด้านใต้ของเกาะเมืองถูกเพลิงเผาไหม้เสียหายเป็นจำนวนมาก ปรากฎเหลือไว้แต่เพียงโขนเรือบางส่วนที่เป็นต้นแบบสำหรับเรือพระที่นั่งและกระบวนเรือในปัจจุบัน นอกจากนั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อู่เรือพระราชพิธี ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อใช้เก็บเรือพระที่นั่งและเรือรบตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการรบสำคัญของเมืองบางกอก (กรุงเทพฯ ในบัจจุบัน) บริเวณปากคลองบางกอกน้อย ตรงข้ามโรงพยาบาลศิริราชและสถานีรถไฟบางกอกน้อย ไม่ใกล้ไม่ไกลกับจุดพบรักของโกโบริและอังศุมารินจากนวนิยายอมตะชื่อดัง “คู่กรรม” เป็นเหตุให้อู่เรือพระราชพิธีแห่งนี้ได้รับความเสียหายจากระเบิดเป้นอันมาก

M30320705 หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ทอดพระเนตรเรือเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้รักษาโรงเรือและเรือมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงประกาศให้กรมศิลปากรและกองทัพเรือเป็นแม่งานในการซ่อมแซมและจัดทำทะเบียนบัญชีเรือพระราชพิธีประเภทต่างๆ จนสามารถนำมาใช้จัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในโอกาสฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ พุทธศักราช 2500 ได้ และต่อมาในพุทธศักราช 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูจารีตประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้นใหม่เป็นครั้งแรก

กระบวนเรืองามสง่าสีทองจรัสระยิบระยับเรียงรายดึงดูดให้สายตาค่อยๆ พิศ พิจารณารายละเอียดที่ฝังลึกในผืนไม้ โดดเด่นด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ความแข็งแกร่งที่งดงามอ่อนช้อยไร้ที่ติ จนได้รับเหรีญรางวัลมรดกทางทะเล จากองค์การเรือโลกแห่งราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2535 เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ดำรงตำแหน่งเป็นเรือพระที่นั่งเอกตลอดหลายรัชกาลที่ผ่านมา อาจารย์นัทเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้เราฟังว่า ในปีที่เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 สร้างเสร็จ และมีกำหนดให้ใช้เป็นเรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จึงถูกยกลงมาเป็นเรือพระที่นั่งรอง การปล่อยเรือพระที่นั่งออกจากท่าเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เกิดการสะบัดอย่างประหลาด มีพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงจนแทบไม่เห็นกระบวนเรือ จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ ขึ้นฝั่ง ฟ้าก็พลันโปร่งและสว่างไสวในบัดดล เหตุนั้นมีการพูดต่อกันมาว่า แม่ย่านางเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์คงเกิดน้อยใจจนเกิดเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ จากนั้นเป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงกลับมาประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ตามเดิม และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 คือเรือพระที่นั่งรองที่พระทับของพระบรมวงศานุวงศ์ในการประกอบพิธีต่างๆ ทางชลมารคต่อไป

นอกจากเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์แล้ว ที่นี่ยังประกอบด้วยเรือสำคัญในพระราชพิธีอีกมากมาย อาทิ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรืออสุรวายุภักษ์ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือครุฑเหินเห็จ และ เรือเอกชัยเหินหาว เป็นต้น มากไปกว่านั้นการเล็งเห้นความสำคัญขององค์ความรู้ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่นี่ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่บรรจุเรื่องราวเรือพระที่นั่งได้อย่างครบถ้วนที่สุด ภาพกระบวนเรือทั้ง 5 ริ้ว สง่างามเรียงรายให้เราได้ถ่ายภาพและท่องจำชื่อของเรือแต่ละลำอย่างสนุกด้วยกลยุทธ์การตั้งชื่อที่ไพเราะและสอดรับกับพลังในฐานะเรือรบของสยามประเทศ

รับรองว่าค่าเข้าชม 20 บาท หรือหากมีกล้องถ่ายภาพคือคิดเพิ่มตัวละ 100 บาท และกล้องถ่ายวิดีโอตัวละ 200 บาท ที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำนุบำรุงสมบัติของชาติในครั้งนี้จะคุ้มค่าและประทับใจไม่ลืมเลือนอย่างแน่นอน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline