thansettakij
thansettakij
หลอกลงทุน "ดีล-คริปโตทิพย์" สะเทือนความเขื่อมั่นลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

หลอกลงทุน "ดีล-คริปโตทิพย์" สะเทือนความเขื่อมั่นลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

10 มี.ค. 2569 | 07:19 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มี.ค. 2569 | 07:29 น.

วงการคริปโตฯ ไทยระอุ 2 วันเกิด 2 เคสใหญ่หลอกลงทุน "คริปโตทิพย์" และดีลทีพย์ มูลค่าเสียหายรวมกว่าพันล้านบาท ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังพบผู้ก่อเหตุเป็นคนดังในวงการ

KEY

POINTS

  • เกิดกรณีหลอกลวงลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ 2 คดี โดย "แอ็คมี่-วรวัฒน์" สร้างเหรียญทิพย์ และ "จอม-กัมปนาท" อดีตผู้บริหารกองทุน KXVC แอบอ้างดีลลงทุน สร้างความเสียหายรวมกว่าพันล้านบาท
  • การฉ้อโกงดังกล่าวได้ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลและระบบนิเวศ (Ecosystem) สตาร์ทอัพของไทยอย่างรุนแรง
  • ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางแก้ปัญหาและฟื้นฟูศรัทธา เช่น การจัดทำบัญชีดำ (Blacklist) ผู้ก่อตั้งที่มีพฤติกรรมฉ้อโกง และยกระดับธรรมาภิบาลในวงการ

มหากาพย์การหลอกลวงครั้งใหญ่พ่นพิษใส่ความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชน (Blockchain) ของไทย เมื่อปรากฏรายงานความเสียหายระดับพันล้านบาทจาก 2 กรณีใหญ่ที่มีพฤติการณ์ใช้ภาพลักษณ์ความเชี่ยวชาญและคอนเน็กชันระดับสูงเป็นเครื่องมือชักชวนลงทุน

เปิดเบื้องหลัง "วรวัฒน์ นาคแนวดี" มหากาพย์โกงเหรียญหมื่นล้าน

เส้นทางชีวิตของ วรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ "แอ็คมี่" กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดหลังถูกขุดคุ้ยพฤติการณ์สร้างโปรไฟล์หรูลวงนักลงทุน โดยวรวัฒน์สร้างชื่อในฐานะ "วาฬบิตคอยน์" แถวหน้าของเมืองไทย อ้างถือครองบิตคอยน์ (Bitcoin) กว่า 8,000 BTC มูลค่านับหมื่นล้านบาท พร้อมบทบาทนักร้องนำวงร็อก DoubleDeep และ CEO บริษัท บิทแนนซ์ จำกัด (Bitnance)

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 กลุ่มผู้เสียหายกว่า 30 คนได้เข้าแจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หลังถูกชักชวนลงทุนในเหรียญ "WOWBiT" และ "ACET" ที่อ้างผลตอบแทนสูง แต่เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินคืนวันที่ 1 มีนาคม 2569 กลับไม่สามารถถอนเงินได้ โดยอ้างเหตุระบบถูกแฮกหรือติดข้อกฎหมายฟอกเงิน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายพุ่งสูงถึง 1,386 ล้านบาท

ขณะที่ข้อมูลจาก Creden Data พบว่า บริษัท บิทแนนซ์ จำกัด มีสถานะขาดทุนต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ขาดทุนสุทธิถึง 94,607,373 บาท ปัจจุบันมีรายงานว่าวรวัฒน์หลบหนีไปพำนักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

แฉดาวรุ่งกองทุน Web3 ตุ๋นดีลลมพันล้าน

อีกกรณีสะเทือนวงการคือพฤติการณ์ของ กัมปนาท วิมลโนท  หรือ "จอม" อดีตนักลงทุน Venture Capital (VC) ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ใน KXVC กองทุน Web3 และ AI มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,250 ล้านบาท) ภายใต้เครือธนาคารกสิกรไทย แอบอ้างสิทธิ์เข้าถึงโควตาโทเคนรอบส่วนตัว (Private Allocation) ในโปรเจกต์ดังระดับโลกอย่าง Monad และ Babylon กัมปนาทอาศัยความเชื่อใจทำสัญญาปลอมลวงให้นักลงทุนโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว โดยผู้เสียหายรายหนึ่งระบุว่าลงทุนไปกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (32.5 ล้านบาท)

หลอกลงทุน "ดีล-คริปโตทิพย์" สะเทือนความเขื่อมั่นลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

ขณะที่เว็บไซต์ Scamurai พบเหยื่ออย่างน้อย 20 ราย กระจายอยู่ในสิงคโปร์ เวียดนาม และสหรัฐฯ ความเสียหายรวมจากเงินลงทุนขั้นต่ำ 200 ล้านบาท และหากนับมูลค่าเหรียญคาดว่าสูงถึง 1,000 ล้านบาท ด้าน KXVC ได้ออกประกาศเตือนว่าบริษัทใช้เพียงเงินทุนของตัวเอง (Corporate Venture Capital) และไม่มีนโยบายระดมทุนจากภายนอก พร้อมระบุว่ากัมปนาทได้พ้นสภาพพนักงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ขณะนี้มีกระแสข่าวว่าเจ้าตัวอาจหลบหนีไปยังสหรัฐฯ แล้ว

 

ด้าน ดร. การดี เลียวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและอดีตผู้บริหารในแวดวงสตาร์ทอัพและคริปโตเคอร์เรนซี ออกมาให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีฉาวโฉ่ #elitefraud และคดีทุจริตหลายกรณีที่เกิดขึ้นในวงการสตาร์ทอัพและคริปโตไทยตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่กำลังลุกลามกลายเป็นวิกฤตศรัทธาที่สั่นคลอน Ecosystem นวัตกรรมของประเทศอย่างรุนแรง

หลอกลงทุน "ดีล-คริปโตทิพย์" สะเทือนความเขื่อมั่นลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

“เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคลหรือความโชคร้ายเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น "สัญญาณเตือนภัย" (Warning Signal) ต่อกลไกการขับเคลื่อนประเทศ หากประเทศไทยต้องการเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศที่มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเร่งด่วน”

7 ข้อเสนอผ่าทางตัน ยกระดับธรรมาภิบาลสตาร์ทอัพไทย

เพื่อให้การเติบโตของสตาร์ทอัพเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพาการกำกับดูแลที่เข้มงวดจนขัดขวางการเติบโต ดร. การดี ได้เสนอแนวทางปฏิบัติ 7 ประการ ดังนี้:

  1. ระบบ Whistleblower ของ Ecosystem: สร้างช่องทางรับแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัยทั้งในระดับภาครัฐ เอกชน และสมาคมสตาร์ทอัพ เพื่อคุ้มครองผู้ที่กล้าเปิดเผยข้อมูลทุจริต
  2. จัดทำ Blacklist ผู้ก่อตั้ง: รวบรวมรายชื่อ Founders ที่มีพฤติกรรมฉ้อโกงเพื่อป้องกันการกลับมาระดมทุนซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นการทำลายระบบในระยะยาว
  3. ยกระดับมาตรฐาน Governance: ผู้ก่อตั้งควรผ่านการอบรมด้านธรรมาภิบาล เช่น หลักสูตรจากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) หรือหลักสูตรที่เทียบเท่า
  4. เพิ่มความโปร่งใสของนักลงทุนและกองทุน: ในหลายกรณีผู้ลงทุนอาจทราบปัญหาแต่เลือกเงียบเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง (เช่น กรณี เคเอกซ์วีซี (KXVC)) ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อระบบโดยรวม
  5. การกำกับดูแลจากภาครัฐ: หากภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถกำกับดูแลกันเองได้ (Self-regulation) ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน
  6. บทบาทของหน่วยงานส่งเสริม: หน่วยงานอย่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ต้องวางมาตรฐานใหม่ด้าน Governance และการเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน
  7. ทบทวนกฎหมายส่งเสริมสตาร์ทอัพ: นำบทเรียนตลอด 10 ปีที่ผ่านมามาปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและเหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน เพื่อให้ ecosystem เติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นคง

ดร. การดี ทิ้งท้ายว่าสตาร์ทอัพไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจใหม่ แต่คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศไทย ดังนั้นการพัฒนานวัตกรรมจึงต้องเดินคู่ไปกับความรับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นระบบนิเวศที่น่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนทั่วโลก

ด้านนายสัญชัย ปอปลี ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริการ บริษัท คริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด  กล่าวว่า มองว่ากรณีหลอกลงทุนในโปรเจ็กต์   และออกเหรียญคริปโตทิพย์  ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล  เพราะมองว่าเป็นคนละประเด็นกัน    โดยมองว่านักลงทุนส่วนใหญ่มีความรู้และรู้ว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนมีมูลค่า