
หุ้นไทยลุ้นรีบาวด์ปลายฐาน กูรูแนะงดเก็งกำไรก่อนงบออก
บล.บัวหลวง มองหุ้นไทยปลายทางปรับฐาน มีลุ้นรีบาวด์สั้นแต่ยังไม่พ้นกรอบขาลง แนะรอจังหวะหลังงบ บจ. ทยอยออก พร้อมจับตาหุ้นแบงก์-นิคมฯ และกลุ่มตามธีม Blue Wave
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทย (SET) อยู่ในช่วงท้ายของการปรับฐานและเข้าเขต Oversold ทำให้มีโอกาสรีบาวด์ในระยะสั้น แต่ภาพรวมยังคงเปราะบาง
- นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุน "งดการเก็งกำไร" ในช่วงสั้น เพื่อรอความชัดเจนหลังจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ประกาศออกมา
- แนะจับตากลุ่มหุ้นที่น่าสนใจตามปัจจัยบวก เช่น กลุ่มสุขภาพและค้าปลีก (ธีม Blue Wave) รวมถึงกลุ่มพลังงานสะอาด ธนาคาร และนิคมอุตสาหกรรม
นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ มอง SET อยู่ช่วงปลายทางของการปรับฐานและเข้าเขต Oversold จึงมีโอกาสรีบาวด์ระยะสั้น แต่ภาพกลางยังเปราะบางและอาจย่อตัวสลับเด้งจนถึงกลางสัปดาห์หน้า ระหว่างรอผลประกอบการ บจ. ทยอยออกมากกว่า 70% จึงแนะงดเก็งกำไรก่อนงบ พร้อมจับตาหุ้นสุขภาพและค้าปลีกตามธีม Blue Wave รวมถึงหุ้นพลังงานสะอาด แบงก์ และนิคมอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและ FDI ของไทย
การปรับฐานจะไม่ลงแรงจบเร็ว
นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทยว่า อิงตามมุมมองกลยุทธ์ที่ระบุในรายงาน หลังจากทราบผลเลือกตั้งสหรัฐฯ และยังไม่มีสัญญาณของการเปิดฉากสงครามกับอิหร่านที่รุนแรง ทำให้กลยุทธ์คาดว่าการปรับฐานจะไม่ได้ลงแรงจบเร็ว
เพียงแต่จะเป็นรูปแบบย่อสลับเด้งในกรอบขาลงจนถึงกลางสัปดาห์หน้า หรือจนกว่างบ บจ.จะทยอยออกเกิน 70% และรอดูการปรับประมาณการณ์กำไรต่อจากนี้ ขณะที่ปัจจัยมหภาคที่ติดตาม ล่าสุด ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ “Blue wave” มา ชัดเจนแล้ว
หากอิงตามแนวทาง กม.สมัยที่ เดโมแครต ครองสภาครองเกรส 2 - 3 รอบล่าสุด นโยบายหลักที่คาดว่าน่าจะส่งผลบวกต่อการ เริ่มมองกลุ่มหุ้นที่น่าจะเล่นตามกระแส Blue wave รอบนี้คาดว่าจะ ส่งผลต่อการหมุนกลุ่มหุ้นไทยตามทิศทางนโยบายการเมืองสหรัฐฯด้วย ได้แก่
- Green energy เป้าหมายเพื่อลดค่าครองชีพ: กลุ่มโครงสร้างสายส่ง (Smart grid) เพื่อรองรับนโยบายพลังงานสะอาด, การลงทุนโครงการพลังงานสะอาด “สามารถเคลมผลงานลดค่าครองชีพประชาชน”
- โครงการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาล ยารักษาโรค
- สกัดมาตรการภาษี ทรัมป์ เพื่อลดค่าครองชีพ (บวกกลุ่มค้าปลีก)
ทั้ง 3 กลุ่มน่าจะถูกโฟกัส เพราะเข้าถึงคะแนนนิยมได้ง่าย เพื่อเป้าหมายในการเรียกคะแนนรองรับการเลือกตั้งในอีก 2 ปีข้างหน้า อิงตามมุมมอง Morgan Stanley (MS) ที่เคยสรุปจากการร่วมประชุมก่อนจะถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ MS มอง 2 กลุ่มหลักที่น่าจะได้อานิสงส์ลมใต้ปีกจาก Blue wave คือ Health care และ Consumer
ซึ่งมองว่าหากมีกองทุนกลับมาลงทุนหุ้นในกลุ่มเหล่านี้ หุ้นในตลาดหุ้นไทยที่เชื่อมโยงน่าจะเข้าธีมการลงทุน เกาะไปกับกองทุนต่างประเทศที่เน้นหุ้นตามนโยบายนี้ และมีโอกาสถูก Re-rate PE กลับขึ้นมาได้ นอกเหนือจากปัจจัยมหภาคในต่างประเทศ
ทางฝ่ายมองนโยบายรัฐบาลไทยที่เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่ง และโครงการเร่งกระตุ้น GDP ผ่านการเร่งรัดลงทุนทางตรง (FDI) ก็คาดว่ากลุ่มที่เชื่อมโยง Capex cycle รอบใหม่น่าจะกลับมาน่าสนใจ เช่น กลุ่มธนาคาร (โดยมีเกณฑ์ Basel III reform เป็นตัวแปรหนุน) กลุ่มนิคมฯ เป็นต้น
งดการเก็งกำไรดักงบการเงิน
กลยุทธ์ ระยะสั้นจนถึงกลางสัปดาห์หน้า ทางฝ่ายยังคงงดการเก็งกำไรดักงบการเงิน โดยแนะให้ไปรอช้อนซื้อหุ้นอีกครั้งหลังงบออกหมด หรือเลือกตัวหุ้นที่งบออกไปแล้วราคาหุ้นตอบสนองเชิงลบเรียบร้อย เช่น กลุ่มธนาคาร, กลุ่ม Low beta, รายได้อิงจากในประเทศ, ถือ (กอด) หุ้นตามพอร์ต SET100 Smart tactical ที่แนะนำแล้วรอสัญญาณ เพื่ออัพเดทพอร์ตตามสถานการณ์อีกครั้ง
กล่าวโดยสรุปคือ SET Index อยู่ในช่วง ปลายทางของการปรับฐาน (Corrective Wave C) ที่ลงมาทดสอบเส้นแนวรับหลักและเข้าสู่เขต Oversold ทางเทคนิค แม้โครงสร้างระยะกลางจะมีความเปราะบางจากการหลุดเส้น EMA 200 วัน แต่บริเวณนี้เป็นโซนที่อาจมีแรงซื้อเก็งกำไรเพื่อลุ้นรีบาวด์ระยะสั้น
5 ปัจจัยที่ต้องจับตา
- กกร. เพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้โต 2.4-2.6% (เดิม 2.1-2.5%) อานิสงส์ปรับปรุงดัชนี MPI ใหม่ คาดส่งออกโตพุ่ง 18-22% (เดิม 12-16%) และอัตราเงินเฟ้อ ปรับลงเหลือ 2.1-2.5% (เดิม 2.5-3.0%)
- จีนกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม 3 ฝ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยคาดว่าจะจัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพในช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้ ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ปูตินเสนอให้ผู้นำทั้งสามประเทศพบกันในเดือนหน้า เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขณะที่ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า การประชุมดังกล่าวจะมุ่งหารือเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากทั้งสามประเทศต่างครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก
- BOJ เร่งระบาย ETF หวังเพิ่มกำไรนำส่งรัฐบาล รองรับแผนใช้จ่ายก้อนใหญ่ของญี่ปุ่น โดยจะเร่งทยอยขายกองทุน ETF ที่ถือครองอยู่ โดยเพิ่มวงเงินขายต่อปีเป็น 8.6 แสนล้านเยน (5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตั้งแต่เดือน ม.ค. จากเดิม 3.3 แสนล้านเยนต่อปี ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำไรส่วนเกินของธนาคารกลางและเงินที่นำส่งรัฐบาล ทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มเติมสำหรับรองรับแผนการใช้จ่ายขนาดใหญ่ของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี BOJ ประกาศแผนดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค.) โดยคำนวณวงเงินขายจากมูลค่าตามบัญชี การปรับเพิ่มยอดขายจะทำให้ระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ในการทยอยขาย ETF ทั้งหมดลดลงเหลือประมาณ 43 ปี จากเดิมที่ประเมินไว้ 112 ปี
- ครม. รื้อภาษีป้ายครั้งใหญ่! เลิกเสียเต็มปี คิดตามเวลาติดตั้งจริง/ จ่ายผ่านออนไลน์ได้-ขยายการชำระเป็น 30 วัน, ครม.เคาะมาตรการภาษี นำเข้ารถยนต์ EV และ REEV เป็นสูงสุด 35% จากเดิม 10%
- สรุปที่ประชุม สมช. ยันไม่ประมาทวาง 4 ฉากทัศน์เตรียมรับมือวิกฤตตอ.กลาง ชี้ไทยอยู่รอบนอกวิกฤตโลก ไม่จำเป็นต้องกักตุน: เพื่อความไม่ประมาท สมช.ได้เตรียมความพร้อมของแผนและแนวทางการปฏิบัติ โดยมี 4 ฉากทัศน์ด้วยกัน และมีความเป็นได้ของแต่ละฉากทัศน์ รวมทั้งการรองรับกับฉากทัศน์ที่ได้กำหนดขึ้น ซึ่งทั่วๆไปแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนของตัวเองอยู่แล้ว แต่วันนี้ให้แต่ละหน่วยงานมารับทราบฉากทัศน์ที่สมช.กำหนดขึ้น และทำแผนในรายละเอียดเพื่อรองรับฉากทัศน์ดังกล่าว







