
หุ้นไทยรับแรงกดดันเงินไหลเข้าบอนด์ โบรกชูหุ้นปันผล–กำไรเด่น
แรงกดดันหุ้นโลกและเงินไหลเข้าบอนด์ถ่วง SET เดือน พ.ย. ทรีนีตี้ชี้ดัชนีใกล้กรอบอนุรักษนิยม 1,310 จุด บัวหลวงมองมีลุ้นรีบาวด์ 1,480–1,500 จุด พร้อมเปิดโผ 10 หุ้นเด่น
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตร ท่ามกลางความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลกและปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม
- โบรกเกอร์แนะนำให้นักลงทุนคงน้ำหนักการลงทุนและยังไม่เพิ่มความเสี่ยง แม้ตลาดจะอยู่ในภาวะขายมากเกินไปและมีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น
- กลยุทธ์ที่แนะนำคือการเลือกหุ้นรายตัว โดยเน้นกลุ่มหุ้นปันผลสูง, หุ้นที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตเด่น และหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) เพื่อลดความเสี่ยง
"บล.ทรีนีตี้" แนะกลยุทธ์คงน้ำหนักลงทุน รอความชัดเจนจากเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และกระแสเงินโยกเข้าตลาดพันธบัตร ชี้ SET ลงใกล้กรอบมูลค่าเชิงอนุรักษนิยมที่ 1,310 จุด ด้าน "บล.บัวหลวง" มองหุ้นไทยขายมากเกินไป มีโอกาสรีบาวด์ แต่ยังไม่ใช่จังหวะเพิ่มความเสี่ยงทั้งพอร์ต
ตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายน 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลก ความกังวลหุ้นเทคโนโลยี และการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดพันธบัตร ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน เป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตาม
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนในเดือนพ.ย. นี้ แนะนำให้นักลงทุนคงน้ำหนักลงทุนในหุ้นไทยเพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์จากปัจจัยทั้งในประเทศ และโดยเฉพาะต่างประเทศ
โดยมองว่าปัจจัยบวกทางเทคนิคอาจช่วยประคองตลาดได้ หากไทยได้รับการเพิ่มน้ำหนักเล็กน้อยในดัชนี MSCI Emerging Markets (MSCI EM) รอบทบทวนเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะประกาศผลช่วงเช้าตรู่วันที่ 12 พฤศจิกายน ตามเวลาประเทศไทย
ทั้งนี้ ทางฝ่ายประเมินว่า หากพรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ตามกรณีฐาน โอกาสผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาครัฐและการลดภาษีอาจลดลง ผลดังกล่าวอาจเป็นบวกต่อตลาดพันธบัตรจากแนวโน้มวินัยการคลังที่ดีขึ้น แต่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเพิ่มโอกาสที่เงินจะไหลจากหุ้นเข้าสู่บอนด์ในช่วงต้นเดือน
SET ใกล้กรอบอนุรักษนิยม เลือกหุ้นกำไรฟื้น–หุ้นรับมือผันผวน
โดยประเมินมูลค่า SET ด้วยวิธี PE Model โดยไม่รวมปัจจัยภายนอก พบว่าดัชนีเข้าใกล้กรอบกรณีอนุรักษนิยม ซึ่งให้มูลค่าเหมาะสมที่ 1,310 จุด อิง Forward P/E 13.76 เท่า และคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 2569 ที่ 110 บาท อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ Sentiment ตลาดยังเป็นลบ ปัจจัยด้าน Valuation อาจยังไม่ช่วยจำกัดแรงขายได้ทันที
สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่รับความผันผวนระยะสั้นได้ ทรีนีตี้มองว่าระดับปัจจุบันเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยพอสมควร ส่วนกลยุทธ์รายหุ้นเน้นบริษัทที่คาดว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 จะดีขึ้นจากครึ่งปีแรก ควบคู่กับหุ้น Defensive ได้แก่ BTG และ TFG ในกลุ่มปศุสัตว์, AWC และ ERW ในกลุ่มโรงแรม, CRC และ COM7 ในกลุ่มค้าปลีกสินค้าเฉพาะทาง
พร้อมกันนี้ แนะนำ EGCO และ 3BBIF ในกลุ่มสาธารณูปโภคและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอาจได้ประโยชน์หาก Bond Yield ทั่วโลกลดลง และ BDMS กับ BH ในกลุ่มโรงพยาบาล โดยคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3 อยู่ในเกณฑ์ดี
ดังนั้นแล้ว หุ้นเด่นเดือนพฤศจิกายนของทรีนีตี้จึงมี 10 ตัว ได้แก่ BTG, TFG, AWC, ERW, CRC, COM7, EGCO, 3BBIF, BDMS และ BH
หุ้นไทยมีโอกาสรีบาวด์ แต่ยังไม่ควรเร่งเพิ่มความเสี่ยง
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง เปิดมุมมองว่า ตลาดหุ้นไทยยังผันผวนสูงจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอม และความเสี่ยงสงคราม แม้ภาวะขายมากเกินไปเปิดโอกาสให้ SET รีบาวด์ระยะสั้นบริเวณ 1,480–1,500 จุด แต่ยังไม่ใช่จังหวะเพิ่มความเสี่ยงทั้งพอร์ต โดยแนะนำเน้นหุ้นปันผล หุ้นที่กำไรทนต่อความผันผวน และหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวหนุน
ภาพตลาดเดือนตุลาคมสะท้อนการหมุนเงินลงทุนอย่างชัดเจน SET ลดลง 2.6% จากเดือนก่อน แรงขายกระจุกในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์และโรงกลั่น โดยเฉพาะ DELTA ซึ่งกดดัชนีราว 30 จุด จากการลดลงรวม 41 จุดของ SET ขณะที่ SETHD เพิ่มขึ้น 2.7% จากเงินไหลเข้าหุ้นพลังงาน โรงไฟฟ้า ธนาคาร ค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และหุ้นปันผล
เดือนตุลาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิราว 6,600 ล้านบาท แต่ตั้งแต่ต้นปียังซื้อสุทธิประมาณ 18,000 ล้านบาท โดยแรงขายล่าสุดกระจุกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ยังซื้อ PTTEP, CRC, CPN, TRUE, BDMS และ GULF ด้านประมาณการกำไร SET เดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 1.3% จากเดือนก่อน และเพิ่ม 18.1% จากต้นปี สะท้อนว่าการปรับฐานรอบนี้ยังไม่เกิดจากแนวโน้มกำไรโดยรวมที่แย่ลง
แรงกดดันสำคัญอยู่ที่หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ หลังผลประกอบการ Big Tech ทำให้ตลาดกังวลต่อภาระลงทุนและกระแสเงินสด ขณะที่ DELTA มีกำไรต่ำกว่าคาดจากการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือ และแผนเพิ่มฐานการผลิตของบริษัทแม่ในมาเลเซียทำให้เกิดความกังวลต่อการจัดสรรคำสั่งซื้อในอนาคต ส่วนการปรับโครงสร้างราคา ณ โรงกลั่น อาจกระทบกำไรปีหน้าของ BCP ราว 12%, IRPC 24%, SPRC 16%, TOP 10% และ PTTGC 8%
ในทางกลับกัน หุ้นธนาคารเริ่มน่าสนใจขึ้น หลัง NIM ไตรมาส 3/2569 ฟื้นจากไตรมาสก่อนเป็นครั้งแรกในรอบสองปี บัวหลวงมองว่าแรงกดดันจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงอาจผ่านจุดแย่ที่สุดแล้ว และหาก กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในช่วงปลายปี 2570 อาจช่วยเพิ่มกำไรกลุ่มธนาคารราว 3–4%
เปิด 3 กลุ่มกลยุทธ์ จับตากำไรไตรมาส 3–4
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนเดือนพฤศจิกายนนั้น แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- หุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวอย่าง GULF และ EGCO จากความคืบหน้าร่างเกณฑ์ Data Center
- หุ้นปันผลและเชิงรับ ได้แก่ CPN, OSP, ICHI, TLI, BDMS และ TRUE ซึ่งมี Dividend Yield ที่คาดการณ์สำหรับปี 2570 ระหว่าง 4.2–7.6% และอาจได้ประโยชน์จากความคืบหน้า TISA
- และหุ้นที่คาดว่ากำไรไตรมาส 3–4/2569 เด่น ได้แก่ AWC และ CRC
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามในเดือนนี้ยังรวมถึงข้อมูลภาคการผลิตและการจ้างงานสหรัฐฯ ความเสี่ยงสงคราม เงินเฟ้อไทย ผลประกอบการไตรมาส 3 และแนวโน้มไตรมาส 4/2569 ตลอดจนความชัดเจนของเกณฑ์ Data Center และความคืบหน้า TISA ขณะที่ภาคท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ฤดูกาลสูง โดยบัวหลวงให้น้ำหนักนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีการใช้จ่ายต่อคนสูง มากกว่าการพิจารณาจำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียว







