thansettakij
thansettakij
ส่องกำไร 10 หุ้นแบงก์ 9 เดือน รวม 1.99 แสนล้าน หด 3.60% ดอกเบี้ยขาลงกด NIM

ส่องกำไร 10 หุ้นแบงก์ 9 เดือน แตะ 1.99 แสนล้าน หด 3.60% พิษดอกเบี้ยขาลง

22 ต.ค. 69 | 03:35 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ต.ค. 69 | 03:49 น.

เจาะงบ 9 เดือน 10 หุ้นแบงก์ กำไรรวม 1.99 แสนล้านบาท ดอกเบี้ยขาลงกดรายได้และ NIM หลายแห่ง ขณะที่ค่าธรรมเนียมและการคุมต้นทุนช่วยพยุงกำไร แตกต่างกันรายธนาคาร

KEY

POINTS

  • ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของ 10 ธนาคารมีกำไรสุทธิรวมประมาณ 1.99 แสนล้านบาท ลดลง 3.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ปัจจัยหลักที่กดดันผลกำไรคือทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง ซึ่งส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารส่วนใหญ่ลดลง
  • ธนาคารหลายแห่งสามารถบรรเทาผลกระทบได้จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เติบโต การควบคุมค่าใช้จ่าย และการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

"ฐานเศรษฐกิจ" รวบรวมข้อมูลผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 ของหุ้นธนาคาร 10 แห่ง ได้แก่ BAY, BBL, CREDIT, KBANK, KKP, KTB, LHFG, SCB, TISCO และ TTB พบว่า มีกำไรสุทธิรวมกันประมาณ 198,968.12 ล้านบาท ลดลง 7,422.17 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเปลี่ยนแปลง -3.60% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่ทำได้ 206,390.29 ล้านบาท

เมื่อรวมตัวเลขที่แต่ละบริษัทแจ้งไว้ ภาพรวมสะท้อนแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยขาลง ซึ่งทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลงในหลายธนาคาร ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย การควบคุมค่าใช้จ่าย และการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิต ช่วยชดเชยแรงกดดันได้แตกต่างกัน

BAY กำไรเพิ่ม 3.9% พอร์ต TIDLOR หนุน NIM

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY มีกำไรสุทธิ 9 เดือน 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากปีก่อน แรงหนุนมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อในอาเซียนที่ขยายตัว การรับรู้ผลของพอร์ต TIDLOR รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และการบริหารต้นทุนทางการเงินกับค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยที่ NIM ขยับขึ้นเป็น 4.58% จาก 4.28% ในช่วงเดียวกันปีก่อน จากพอร์ตสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นหลังรวมพอร์ต TIDLOR และการปรับโครงสร้างเงินฝากเพื่อลดต้นทุน ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 3.7% หรือ 1,444 ล้านบาท อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเป็น 45.6% จาก 46.4% ส่วน NPL อยู่ที่ 3.19% ลดลงจาก 3.26% ณ สิ้นปี 2568 และมี credit cost ที่ 231 เบสิสพอยท์

BBL กำไรลด 21% รายได้ดอกเบี้ยและกำไรลงทุนกดดัน

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มีกำไรสุทธิ 29,981 ล้านบาท ลดลง 21% จากปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 84,785 ล้านบาท ลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาภาระลูกค้า โดย NIM อยู่ที่ 2.47% การเติบโตของสินเชื่อช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วน

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 37,025 ล้านบาท ลดลงโดยมีสาเหตุหลักจากกำไรเงินลงทุนที่อ่อนตัว แม้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นจากธุรกิจประกันผ่านธนาคาร กองทุนรวม และธุรกิจหลักทรัพย์ ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 4.6% เหลือ 58,717 ล้านบาท ส่วน ECL อยู่ที่ 25,444 ล้านบาท ลดลง 13.9% จากปีก่อน และ NPL อยู่ที่ 3.2% เพิ่มจาก 3.0% ณ สิ้นปี 2568 และ Coverage Ratio อยู่ที่ 322.1%

CREDIT กำไรโต 19.4% สินเชื่อโต แต่ NIM ลด

ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT มีกำไรสุทธิ 3,392.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4% จากปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 9.9% หรือ 1,337.2 ล้านบาท จากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจหลัก รวมถึงรายได้เงินชดเชยจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ สินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 13.8% จากปีก่อน

ทั้งนี้ NIM งวด 9 เดือนลดลงเป็น 7.3% จาก 7.7% เป็นเพราะต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและการปรับผลิตภัณฑ์สินเชื่อตามระดับความเสี่ยงช่วยให้ NIM รายไตรมาสฟื้นจากจุดต่ำสุดในไตรมาสแรก ขณะที่ NPL ลดลงเป็น 4.0% จาก 4.2% ในไตรมาส 3 ปีก่อน และ Coverage Ratio อยู่ที่ 156.0% 

เจาะงบ 9 เดือน 10 หุ้นแบงก์ กำไรรวม 1.99 แสนล้านบาท

KBANK กำไรเพิ่ม 3.43% แต่กำไรปกติใกล้เคียงปีก่อน

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 40,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.43% แต่หากไม่รวมรายได้ชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 39,311 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 94,992 ล้านบาท ลดลง 8.87% จากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยลูกค้า NIM อยู่ที่ 2.89% ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 21.51% เป็น 51,894 ล้านบาท จากบริการบริหารความมั่งคั่ง การจัดการกองทุน การลงทุน และประกันภัย ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 3.07% เหลือ 59,922 ล้านบาท

ส่วน ECL อยู่ที่ 30,171 ล้านบาท หรือ credit cost 1.60% ของสินเชื่อเฉลี่ย ขณะที่ NPL อยู่ที่ 3.18% และ Coverage Ratio 177.90% 

KKP กำไรโต 56.1% รายได้ธุรกิจการเงินหนุน

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP มีกำไรสุทธิรวม 6,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.1% จากปีก่อน ปัจจัยหลักคือรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 40.2% จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง บริการดิจิทัลและการลงทุนของ Dime! ค่าธรรมเนียมจัดการกองทุน วาณิชธนกิจ และนายหน้าประกัน รวมถึงกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิฟื้นตัวในไตรมาส 3 โดยเพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อน จากการบริหารต้นทุนทางการเงิน ส่วนสินเชื่อรวมเติบโต 3.7% จากสิ้นปี 2568 ธนาคารตั้ง ECL ในไตรมาส 3 จำนวน 928 ล้านบาท และ NPL ลดลงเหลือ 3.4% จาก 4.3% ณ สิ้นปี 2568 โดย Coverage Ratio อยู่ที่ 154.7% 

KTB กำไรทรงตัว รายได้ค่าธรรมเนียม-Wealth ช่วยชดเชย

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 37,145 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 13.0% จากภาวะดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตต่อเนื่อง จากธุรกิจ Wealth ธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุน ตลอดจนกำไรจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation

ธนาคารควบคุมค่าใช้จ่ายได้ โดย Cost to Income Ratio ลดลงเป็น 38.8% จาก 40.1% และตั้งสำรองในระดับเหมาะสม มี credit cost 0.98% ขณะที่ NPL อยู่ที่ 2.93% และ Coverage Ratio 205.3% ส่วน NIM ที่รายงานสำหรับไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 2.44% 

LHFG กำไรเพิ่ม 14.8% รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมขยายตัว

บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG มีกำไรสุทธิ 2,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% จากปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 5,665.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 1,870.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 48.2% รวมถึงกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

สำหรับธุรกิจธนาคาร LH Bank รายงาน NIM ที่ 1.90% ส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ที่ 9,584.5 ล้านบาท คิดเป็น NPL 2.48% และ Coverage Ratio 140.8%

SCB กำไรลด 14.3% ผลขาดทุนตราสารหนี้ถ่วง แม้ธุรกิจหลักยังเดินหน้า

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB มีกำไรสุทธิ 31,989 ล้านบาท ลดลง 14.3% จากปีก่อน โดยผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าเงินลงทุนในตราสารหนี้ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นกดดันผลประกอบการ ทั้งนี้ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 3 ฟื้นขึ้นเป็น 27,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาสก่อน และ NIM ไตรมาสดังกล่าวอยู่ที่ 3.07%

รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่นๆ ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 11,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อน โดยรายได้ 9 เดือนเติบโต 12.8% จากแรงหนุนธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 9 เดือนอยู่ที่ 50,070 ล้านบาท ลดลง 3.6% ส่วน ECL ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 8,250 ล้านบาท ลดลง 23.7% จากปีก่อน

TISCO กำไรเพิ่ม 5.7% ต้นทุนเงินฝากลดช่วยรายได้ดอกเบี้ย

บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO มีกำไรสุทธิ 5,302.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อน รายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 4.4% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.2% ตามต้นทุนเงินฝากที่ลดลง และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2.7% จากธุรกิจหลัก

ในไตรมาส 3 รายได้รวมลดลง 2.3% จากกำไร FVTPL ที่ลดลง แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 6.2% ส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานไตรมาสดังกล่าวเพิ่มขึ้น 5.3% ขณะที่ ECL ลดลงเหลือ 0.8% ของสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ควบคุมได้ดี

TTB กำไรเพิ่ม 4.8% รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยโตชดเชย NII ที่ลด

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB มีกำไรสุทธิ 16,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 37,179 ล้านบาท ลดลง 3.1% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 25.7% เป็น 13,683 ล้านบาท จากค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ กำไรจากเครื่องมือทางการเงิน เงินปันผลรับ และรายได้บางส่วนจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย”

ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสะสม 9 เดือนอยู่ที่ประมาณ 23,744 ล้านบาท ลดลง 3.1% จากปีก่อน เมื่อเทียบกับระดับ 24,530 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วน ECL อยู่ที่ 12,113 ล้านบาท ลดลง 5.8% NPL ลดลงเหลือ 2.88% และ Coverage Ratio เพิ่มเป็น 159% โดยยังคงตั้งสำรองเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบจากอุทกภัย 

เพราะแรงกดดันที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูล 9 เดือนชี้ว่าแรงกดดันด้านรายได้ดอกเบี้ยกระจายอยู่ในหลายธนาคาร แต่ผลกระทบต่อกำไรแตกต่างกันตามโครงสร้างรายได้และต้นทุน BAY, KKP, CREDIT และ LHFG ได้แรงหนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยหรือการขยายตัวของสินเชื่อ

ขณะที่ KBANK และ TTB ใช้รายได้ค่าธรรมเนียมกับการบริหารค่าใช้จ่ายช่วยชดเชย NII ที่ลดลง ส่วน BBL, KTB และ SCB ยังเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยหรือรายได้ลงทุน แม้บางแห่งควบคุมค่าใช้จ่ายและ ECL ได้ดีขึ้น