thansettakij
thansettakij
KTB เปิดกำไร Q3 ฟื้น 3.8% จากไตรมาสก่อน สินเชื่อโต 10% คุม NPL ที่ 2.93%

KTB เปิดกำไร Q3 ฟื้น 3.8% จากไตรมาสก่อน สินเชื่อโต 10% คุม NPL ที่ 2.93%

21 ต.ค. 69 | 11:15 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ต.ค. 69 | 11:15 น.

KTB กำไรสุทธิ Q3/69 12,582 ล้านบาท ลด 13.9% จากปีก่อน แต่เพิ่ม 3.8% จากไตรมาสก่อน สินเชื่อโต 10% คุม NPL 2.93% Coverage Ratio 205.3% กำไร 9 เดือน 37,145 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน

KEY

POINTS

  • ธนาคารกรุงไทย (KTB) ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ที่ 12,582 ล้านบาท ฟื้นตัว 3.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
  • สินเชื่อขยายตัว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ
  • สามารถบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างรอบคอบ โดยควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ในระดับ 2.93%

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,582  ล้านบาท

โดยสินเชื่อขยายตัวร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนหลักจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจ ขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ สอดคล้องกับการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง บริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ

ขณะที่ NPL อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ร้อยละ 2.93 ยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 205.3 ตั้ง Credit Cost ในระดับที่เหมาะสม และติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด

ด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง ร้อยละ 9.5 ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุก บริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ร้อยละ 2.44

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Digital, Product Innovation และ Distribution

ประกอบกับธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 38.4 จาก การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขาย

ในขณะเดียวกันธนาคารเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยตามฤดูกาล

เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2569 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวเล็กน้อย และธุรกิจ Wealth ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธนาคารมุ่งเน้นการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และการบริหารจัดการคุณภาพ portfolio อย่างระมัดระวัง

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกปี 2569

9 เดือนแรกปีนี้ ทำกำไร 3.7 หมื่นล้าน

สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือนของปี 2569 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 37,145 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงร้อยละ 13.0 ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเติบโตต่อเนื่อง

โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจ Wealth การขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 38.8 ลดลงจากร้อยละ 40.1 โดยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยตามฤดูกาล ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม โดยมี credit cost อยู่ที่ร้อยละ 0.98

ณ 30 กันยายน 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมี อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (%CET1) ที่ร้อยละ 18.66 และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (%CAR) ที่ร้อยละ 20.70 ซึ่งอยู่ในระดับสูง โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินกองทุน อย่างมีวินัย ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ

พร้อมจัดสรรเงินทุนให้สอดคล้องกับโอกาส เชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มีสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอโดยรักษาระดับของ Liquidity Coverage ratio (LCR) อย่างต่อเนื่อง สูงกว่าเกณฑ์ที่ธปท.กำหนด

ในปี 2569 Fitch Ratings และ Moody’s Investors Service ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคาร พร้อมปรับแนวโน้ม (Outlook) เป็น stable จาก negative สอดคล้องกับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

ราคาน้ำมันพุ่งเพิ่มแรงกดดัน ต้นทุนธุรกิจ-ค่าครองชีพ

นายผยง ศรีวณิช  กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shape โดย K-shape ขาขึ้นกระจุกตัวในภาคการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center

ขณะที่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศได้จำกัด ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุน ภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน

ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบ K-shape ขาล่าง โดยเฉพาะข้อจำกัดในการปรับตัวของผู้ประกอบการ SMEs และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนผ่านสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบช่วงปลายเดือนกันยายน ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ธนาคารจึงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ และเดินหน้าดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกตามกลุ่มเป้าหมายและฟื้นฟูศักยภาพทางการเงินอย่างสมดุล และการสนับสนุนมาตรการภาครัฐ อาทิ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” “SMEs Credit Boost” และ “SMEs Secure Plus” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 

พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนการฟื้นตัวของประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่กับ การสนับสนุนการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน

ธนาคารและกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้จัดตั้ง บจ. กรุงไทย อลิอันซ์ โฮลดิ้ง และ บจ. กรุงไทย แคปปิเทล โฮลดิ้ง เพื่อจัดโครงสร้างการบริหารตามประเภทธุรกิจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งด้าน Shared Service, Digital Technology and Innovation และ Wealth Creation

ควบคู่กับการเข้าซื้อหุ้นสามัญของ บจ. วินเพอร์ฟอร์มานซ์ ซึ่งประกอบธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและติดตามหนี้ (Recovery Engine) การปรับโครงสร้างครั้งนี้มุ่งเสริมศักยภาพการบริหารจัดการเงินทุนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ โดยยึดลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและการเติบโตระยะยาวตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

ธนาคารเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตาม 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างคุณค่า (Value–Led) ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์และ โซลูชันทางการเงินที่เข้าใจและเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น

พร้อมต่อยอดนวัตกรรมบริการลงทุนด้วย “PromptFund” ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน รองรับการซื้อขายกองทุนแบบเรียลไทม์ ซื้อรับหน่วยลงทุนทันที ขายรับเงินทันที ตอบโจทย์การลงทุนและบริหารสภาพคล่องของลูกค้า

ธนาคารยังสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยร่วมกับภาครัฐ ธนาคารโลก และพันธมิตรภาคเอกชน ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอน เพื่อเชื่อมโยงโครงการ Low Carbon เข้ากับแหล่งเงินทุนและการลงทุนจริง พร้อมต่อยอดความร่วมมือบนเวที IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 สู่การขยายผลในระดับประเทศ

ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน  มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ตามแนวคิด “60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”