thansettakij
thansettakij
KTC เปิดกำไร Q3 โต 8.9% แตะ 2,125 ล้าน พร้อมคุม NPL ที่ 1.92%

KTC เปิดกำไร Q3 โต 8.9% แตะ 2,125 ล้าน พร้อมคุม NPL ที่ 1.92%

20 ต.ค. 69 | 13:13 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ต.ค. 69 | 13:13 น.

เคทีซีรายงานกำไร Q3/69 โต 8.9% แตะ 2,125 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 9 เดือนขยาย 4.7% คุม NPL ที่ 1.92% ท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นไม่ทั่วถึง

KEY

POINTS

  • KTC ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 2,125 ล้านบาท เติบโตขึ้น 8.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • สามารถควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) ให้อยู่ในระดับต่ำที่ 1.92%
  • ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วง 9 เดือนแรกของปีเติบโต 4.7% มีมูลค่ารวม 229,884 ล้านบาท

ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง ส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ของประเทศ กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงรักษาการเติบโตของผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในไตรมาส 3/2569 โดยมีกำไรสุทธิ 2,125 ล้านบาท เติบโต 8.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วง 9 เดือน เติบโต 4.7% สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ คุณภาพพอร์ตลูกหนี้ และประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า ภาพรวมการเติบโตของอุตสาหกรรม ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 ยังคงได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในระดับต่ำและฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง และค่าครองชีพที่ยังเป็นปัจจัยกดดัน

ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ใหม่มากขึ้น ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มยังมีความเปราะบาง ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อหลายแห่งยังคงดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพสินเชื่อและการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก

เคทีซีรายงานกำไร Q3/69 โต 8.9% แตะ 2,125 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 9 เดือนขยาย 4.7% คุม NPL ที่ 1.92% ท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นไม่ทั่วถึง

รักษาส่วนแบ่งการตลาด

ในสภาวะที่อุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เคทีซียังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 เคทีซีรักษาส่วนแบ่งตลาดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลไว้ใกล้เคียงระดับเดิมที่ 4.2% พร้อมทั้งขยายส่วนแบ่งตลาดลูกหนี้บัตรเครดิตจาก 14.5% เป็น 14.6% และส่วนแบ่งตลาดปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรจาก 13.1% เป็น 13.3% (ตามลำดับ) จากงวดเดียวกันในปีก่อนหน้า

“ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีกำไรสุทธิ 2,125 ล้านบาท และงวด 9 เดือน ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 6,521 ล้านบาท โดยรักษาความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพเป็นหลัก สร้างสมดุลระหว่างการขยายธุรกิจกับการบริหารความเสี่ยง ควบคู่กับการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ความท้าทายทางเศรษฐกิจไม่ใช่อุปสรรคต่อการเติบโต หากองค์กรมีวินัยในการบริหารความเสี่ยงและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง การมีผลการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่อง จึงสะท้อนความแข็งแรงของฐานสมาชิก คุณภาพพอร์ตลูกหนี้ และความสามารถในการปรับตัวให้สอดรับกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” 

ในส่วนของการขยายศักยภาพการนำเสนอความคุ้มครองผลิตภัณฑ์ประกันภัย ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม และมีข้อเสนอที่สามารถแข่งขันได้

ปัจจุบันเคทีซีอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูลสำหรับการขอขึ้นทะเบียนกิจกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับธุรกิจนายหน้าประกันภัย เพื่อเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ภายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เคทีซีได้เข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท วินเพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรในงานติดตามหนี้ เข้ามาเป็นบริษัทย่อยของเคทีซี และเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบมจ. ธนาคารกรุงไทย เพื่อสนับสนุนแผนกลยุทธ์ในการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างรายได้ผ่านความร่วมมือของเคทีซี และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารในอนาคต

ยอดใช้บัตรพุ่ง 4.7%

ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,869,210 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวม 107,717 ล้านบาท (ขยายตัว 0.8%) อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) อยู่ที่ 1.92% จำนวนสมาชิกบัตรเครดิต 3,158,768 บัตร (เพิ่มขึ้น 8.8%) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 70,055 ล้านบาท (ขยายตัว 0.9%) 

NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.21% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร 9 เดือนของปี 2569 มูลค่า 229,884 ล้านบาท (ขยายตัว 4.7%) สมาชิกสินเชื่อบุคคลเคทีซี 710,442 บัญชี (เพิ่มขึ้น 0.8%) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคลและดอกเบี้ยค้างรับรวม 36,533 ล้านบาท (ขยายตัว 1.9%) NPL สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.65% ใน

ส่วนของพอร์ตลูกหนี้ตามสัญญาเช่า มีมูลค่า 1,130 ล้านบาท (ลดลง 30.6%) โดยมูลค่าพอร์ตลูกหนี้ตามสัญญาเช่าจะทยอยลดสัดส่วนลง ตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 ปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้ และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่เท่านั้น 

ในไตรมาสที่ 3/2569 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กลุ่มบริษัทมีฐานรายได้รวม 6,917 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.2% จากรายได้ดอกเบี้ย และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 1.1% และ 0.4% ตามลำดับ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 2.0% อยู่ที่ 4,256 ล้านบาท

โดยมีปัจจัยหลักจากค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง 16.4% จากการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ปรับตัวลง 1.2% ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ที่ 35.3% ลดลงเล็กน้อยจาก 35.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% แต่สำหรับงวด 9 เดือน มีมูลค่า 4,155 ล้านบาท ลดลง 8.9% 

ในส่วนของเงินทุน กลุ่มบริษัทมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้คงเหลือ (Available Credit Line) 19,880 ล้านบาท ขณะที่ภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระ ในช่วงเวลาที่เหลือของไตรมาส 4 ปี 2569 มีจำนวน 9,130 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงสภาพคล่องที่เพียงพอและแข็งแกร่ง

อีกทั้งความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำมาก กลุ่มบริษัทสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัตราส่วนต้นทุนทางการเงิน สำหรับงวด 9 เดือน ปี 2569 ลดลงมาอยู่ที่ 2.62% จาก 2.93% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินและต้นทุนการกู้ยืมใหม่ที่ต่ำลง ประกอบกับการบริหารฐานเงินกู้ยืมให้สอดคล้องกับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ เป็นผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินอยู่ที่ 1,085 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 16.2% (YoY)

ปรับกลยุทธ์สอดคล้องสภาวะรกิจที่ผันผวน

นางพิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบงานที่จะสามารถนำเสนอสิทธิประโยชน์เฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำและครบวงจรมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของสมาชิกที่เปลี่ยนแปลงไป

พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวน โดยกลุ่มบริษัทมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ สร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่สมาชิก ควบคู่กับการบริหารจัดการองค์กรอย่างยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความท้าทายทางการแข่งขัน อีกทั้งรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว

เคทีซียังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยมาโดยตลอด เพื่อสนับสนุนความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายน 2569 ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์ การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ เพื่อกำหนดมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการของสถาบันการเงิน โดยมีผลกระทบกับเคทีซีในเรื่องของการปรับลดค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต จากเดิม 3.0% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน ลดลงเหลือ 2.5% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ เคทีซียังได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (“SAM”) ใน ”โครงการเทียบเท่าคลีนิกแก้หนี้ by SAM ” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของเคทีซี แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569

ทั้งนี้ เคทีซีประเมินว่าการดำเนินการตามโครงการฯ ดังกล่าว หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดข้างต้น จะไม่ส่งผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อภาพรวมของผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท