thansettakij
thansettakij
หุ้นแบงก์ Q3 รับแรงกดดันดอกเบี้ยขาลง กำไรหด 7-13% จากปีก่อน

หุ้นแบงก์ Q3 รับแรงกดดันดอกเบี้ยขาลง กำไรหด 7-13% จากปีก่อน

14 ต.ค. 69 | 06:50 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 69 | 06:52 น.

โบรกฯ คาดกำไรแบงก์ Q3/69 ทรงตัวถึงฟื้นจากไตรมาสก่อน แต่หดตำว 7–13% จากปีก่อน ตาม NIM อ่อนตัว จับตา NII เริ่มฟื้น-สำรองลด พร้อมชู KTB, KKP, KBANK และ BBL

KEY

POINTS

  • โบรกเกอร์คาดการณ์กำไรสุทธิกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3/2569 จะลดลง 7-13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน
  • ปัจจัยหลักที่กดดันกำไรคือรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง และฐานกำไรที่สูงในปีก่อนหน้าซึ่งมีกำไรพิเศษจากเงินลงทุน
  • อย่างไรก็ตาม กำไรยังได้รับแรงหนุนจากการตั้งสำรองหนี้และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง รวมถึงส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่เริ่มทรงตัว

บล.ทรีนีตี้ ฟินันเซีย ไซรัส ดีบีเอส วิคเคอร์ส และทิสโก้ ประเมินกำไรสุทธิธนาคารพาณิชย์ 6–7 แห่งในไทยไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ราว 5.37–6.45 หมื่นล้านบาท ทรงตัวถึงเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 7–13% จากปีก่อน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังถูกกดดันจาก NIM และวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ขณะที่สำรองหนี้และค่าใช้จ่ายที่ลดลงช่วยพยุงกำไร และ NIM เริ่มทรงตัว

ฐานกำไรจากเงินลงทุนในปีก่อนทำให้ตัวเลขเทียบรายปีอ่อนลง ด้าน บล.ทิสโก้ คาดมีกำไรตีมูลค่าหุ้น THAI ของ KTB มาช่วยหนุน โดยมุมมองลงทุนของโบรกเกอร์แตกต่างกันตั้งแต่ Neutral ถึง Overweight และแนะนำเลือกหุ้นรายตัว เช่น KTB, BBL, KKP และ KBANK.

Q3 หุ้นแบงก์ทำกำไรแตะ 5.3 หมื่นล้าน

นายธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/2569 ของธนาคาร 6 แห่งที่ทางฝ่ายทำการวิเคราะห์รวมอยู่ที่ 53,688 ล้านบาท ดีขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน แต่อ่อนตัว 11% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

โดยกำไรของกลุ่มฯ ที่อ่อนตัวเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยหลักเนื่องจากในไตรมาส 3/2568 ที่ผ่านมามีบางธนาคารที่มีกำไรจากเงินลงทุนก้อนใหญ่จากการ Mark-to-market เงินลงทุนใน THAI สำหรับการดำเนินงานปกติแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของกลุ่มฯ อ่อนตัวลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ตามแนวโน้ม NIM ที่อ่อนตัว

แต่มีปัจจัยช่วยชดเชย คือ รายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวดีขึ้น และค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ที่ปรับตัวลง สำหรับแนวโน้มกำไรจากไตรมาสก่อน ที่ปรับตัวดีขึ้น มาจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ที่ปรับตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน และ NIM ของกลุ่มธนาคารใหญ่ที่เริ่มทรงตัวได้ หลังจากผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาสก่อน

ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ดีขึ้นเล็กน้อย

คาดค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ของกลุ่มฯ รวมอยู่ที่ 53,688 ล้านบาท ดีขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 11% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยยังเห็นการตั้งสำรองส่วนเกิน (Management Overlay) อยู่ ทำให้ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ของธนาคารส่วนใหญ่อยู่ใกล้กรอบบนของเป้าหมายทางการเงินของแต่ละธนาคาร แต่โดยหลักเป็นหลักความระมัดระวังของธนาคารเพื่อรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาคมากกว่า

ส่วนเหตุการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาคาดผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจากใช้เวลาในการคลี่คลายสถานการณ์ไม่นาน และผลกระทบยังจำกัดแค่ในบางเขต เช่น ลาดกระบัง หนองจอก สวนหลวง บางกะปิ คันนายาว ฯลฯ ซึ่งหากเทียบเคียงกับน้ำท่วมหาดใหญ่ในปีก่อนที่ผลกระทบยาวนานและกระทบพื้นที่กว้างกว่า ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ของแต่ละธนาคารก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามการระบายน้ำเหนือที่จะทยอยไหลมาผ่านพื้นที่ภาคกลางตอนล่างในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งอาจกระทบพื้นที่ต่ำลุ่มแม่น้ำบางส่วน ซึ่งหากไม่มีสถานการณ์ซ้ำซ้อน (เช่น ฝนตกหนัก และน้ำทะเลหนุนสูง) คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของกลุ่มฯ ปรับตัวลงในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังจากช่วงก่อนหน้าราคาหุ้นของธนาคารส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นไปสูงเกินราคาเป้าหมายของเรา ทำให้ราคาหุ้นของธนาคารส่วนใหญ่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับราคาเป้าหมายของทางฝ่าย

ส่งผลให้เริ่มเห็น Upside โดยหลักมาจากอัตราผลตอบแทนจากปันผล ทำให้ทางฝ่ายปรับคำแนะนำของธนาคารส่วนใหญ่และคำแนะนำกลุ่มฯ เป็นซื้อเมื่ออ่อนตัว โดยมี BBL KTB SCB เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มฯ

อินโฟกราฟฟิกสรุปคาดการณ์ผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มแบงก์ของนักวิเคราะห์ทั้ง 4 หลักทรัพย์ และคำแนะนำการลงทุน

จับตากำไร 9 เดือนหด 5.3% 

นางสาวจิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินภาพรวมผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3/2569 ว่า ธนาคารทั้ง 7 แห่งภายใต้ Coverage จะมีกําไรสุทธิรวมไตรมาส 3/2569 ที่ 54,980 ล้านบาท ทรงตัวโดยรวม จากไตรมาสก่อนที่ -0.7% แต่ลดลง 11.6% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

ส่วนกําไรสุทธิ 9 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 167,519 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย -5.3% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งค่าใช้จ่ายดําเนินงาน และ ECL ที่ลดลง จะช่วยชดเชยผลกระทบจากรายได้จากการดําเนินงานที่อ่อนตัวได้เป็นส่วนใหญ่

โดยการลดลงของกําไรเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สะท้อนวัฏจักรขาลงของอัตราดอกเบี้ย หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง รวม 75bps ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แม้ต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และ การเติบโตของสินเชื่อจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน

NII และ Non-NII ยังถูกกดดัน

สำหรับ NII จะทรงตัวโดยรวม qoq ที่ 129,851 ล้านบาท แต่ลดลง 7.4% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลงยังมีผลกระทบมากกว่าประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง

ขณะที่ Non-NII คาดลดลง 3.5% จากไตรมาสก่อน และ 7.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน มาอยู่ที่ 65,800 ล้านบาท จากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่ชะลอตัว และ กําไรจาก FVTPL ที่ลดลงจากฐานสูงในปีก่อน ส่งผลให้รายได้จากการดําเนินงานลดลง 1.2% จากไตรมาสก่อน และ 7.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน มาอยู่ที่ 195,651 ล้านบาท

ขณะที่ PPOP คาดลดลง 1.0% qoq และ 9.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน มาอยู่ที่ 111,064 ล้านบาท แม้ธนาคารยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี

ECL ที่ลดพยุงกําไรของกลุ่ม

นอกจากนี้ คาดว่า ECL จะลดลง 1.8% จากไตรมาสก่อน และ 9.6% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยหลักมาจากฐานการตั้งสํารองที่สูงของ BBL และ TISCO หากไม่รวมสองธนาคารดังกล่าว ECL ของธนาคารอื่นคาดลดลงราว 5-6% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากการเร่งบริหารจัดการหนี้ และ การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด

โดยรวมคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ แม้สินเชื่อรายย่อยยังเป็นความเสี่ยงสําคัญท่ามกลางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง BBL คาดมีกําไรลดลง เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน มากที่สุด รองลงมา คือ KTB และ SCB ขณะที่ KKP คาดมีกําไรเติบโตสูงสุด ส่วน TISCO คาดมีกําไรเติบโต เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จาก NII ที่เพิ่มขึ้น และ ECL ที่ลดลง

คงคําแนะนํา NEUTRAL

อย่างไรก็ตาม คาดกําไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารใน 9 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 167,519 ล้านบาท ชะลอตัวลง -5.3% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน คิดเป็น 78% ของประมาณการทั้งปี

โดยคาดกําไรไตรมาส 4/2569 จะยังเป็นจุดตํ่าสุดของปี จากค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลที่สูงขึ้น การตั้งสํารอง ECL ก่อนสิ้นปี และ รายได้ค่าธรรมเนียมบางประเภทชะลอตัว เช่น รายได้จากธุรกรรมในตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ เพราะเป็นช่วงเทศกาล ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา(ปี 2566-2568) กําไรไตรมาส 4 คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 22% ของทั้งปี

ดังนั้นจึงคงนํ้าหนักเท่ากับตลาดสําหรับกลุ่มธนาคาร เนื่องจาก SETBANK ซื้อขายที่ 1.1 เท่าในปี 2569 หรือ สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต +3SD

ทั้งนี้ BBL (ราคาเป้าหมาย 240 บาท) และ KTB (ราคาเป้าหมาย 47.30 บาท) ยังคงเป็น Top Picks เนื่องจากจะได้รับประโยชน์จากการสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ย ทั้งสองธนาคารมีสภาพคล่องส่วนเกิน และ สัดส่วนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูง ขณะที่ BBL ยังได้รับประโยชน์จากการถือหุ้น 98.7% ใน Bank Permata ซึ่งดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นไปแล้ว 3 ครั้งปีนี้

เห็น NII ฟื้นตัวใน Q3/69

นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า คาดกำไรธนาคารใหญ่ในไตรมาส 3/2569 หดตัวเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยคาดว่าธนาคารทั้ง 7 แห่งที่ฝ่ายวิจัยวิเคราะห์ จะมีกำไรสุทธิรวม 5.41 หมื่นล้านบาท ลดลง -13.0% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และชะลอลง -2.4% จากไตรมาสก่อน ไตรมาส 3/2569

โดยกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ (BBL, KBANK, KTB และ SCB) คาดว่าจะมีกำไรลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (non-NII) ที่ลดลงเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่ NII ดีขึ้นจากไตรมาสก่อน

ขณะที่ TISCO คาดว่าเป็นเพียงแห่งเดียวที่จะรายงานกำไรเติบโตทั้งเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และจากไตรมาสก่อน ในไตรมาส 3/2569 และ KKP น่าจะเป็นธนาคารที่มีผลงานดีที่สุดเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ส่วน KTB คาดว่าจะมีผลงานดีที่สุดเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน

ด้านผลประกอบการยังถูกกดดันจากรายได้หลักที่ลดลง โดยคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะฟื้นตัวในไตรมาส 3/2569 ขณะที่ NIM คาดว่าจะผ่านจุดต่ำสุดโดยส่วนใหญ่แล้ว เนื่องจากผลกระทบจากการปรับอัตราผลตอบแทนได้จางหายไป จึงคาดว่า NII มีแนวโน้มฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน ขณะเดียวกันรายได้ค่าธรรมเนียมคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งได้แรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (wealth management)

อย่างไรก็ดี เชื่อว่า non-NII จะอ่อนตัวลงเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากกำไรจากการลงทุนและกำไรจากการตีมูลค่าเงินลงทุนที่ลดลงเป็นหลัก และจากไตรมาสก่อน เนื่องจากกำไรจากการตีมูลค่าเงินลงทุนที่ลดลง แม้คาดว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) จะลดลงแต่อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (C/I) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากรายได้หลักที่ลดลง

คาดว่าต้นทุนด้านเครดิต (credit cost) จะลดลงเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และธนาคารได้ตั้งสำรองในระดับสูงไปแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

ดังนั้น จึงคงให้น้ำหนักลงทุน Neutral ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย โดยให้ KTB, KKP และ KBANK เป็นหุ้นเด่นคาดว่าการเติบโตของรายได้หลักของธนาคารจะยังคงอ่อนแอตลอดปี 2569 เนื่องจาก NIM ที่หดตัวในช่วงครึ่งแรกปี 2569 สินเชื่อเติบโตจำกัด และฐาน non-NII ที่สูงในปี 2568

ทั้งนี้ คาดว่าธนาคารจะสามารถบรรเทาแรงกดดันต่อกำไรได้ผ่านการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีวินัยและต้นทุนด้านเครดิตที่อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้แนวโน้มการเติบโตของกำไรทั้งกลุ่มจะอยู่ในเกณฑ์ช้า แต่ระดับมูลค่า (valuation) ยังได้รับการสนับสนุนจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงต่อไป

KTB, KKP และ KBANK เป็นหุ้นเด่นของฝ่ายวิจัย ด้วยอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจ ความสามารถในการสร้าง non-NII ที่แข็งแกร่งและคุณภาพสินทรัพย์ที่บริหารจัดการได้

ผลการดำเนินงานหลักมีแนวโน้มดีขึ้น

ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุว่า นาคาร 7 แห่งภายใต้การวิเคราะห์ของทางฝ่าย คาดว่ากำไรสุทธิรวมในไตรมาส 3/2569 จะอยู่ที่ 6.45 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 7% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน การปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยหลักจาก NIM ที่เริ่มทรงตัวและรายได้ค่าธรรมเนียมที่ยังเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตัวเลขกำไรของกลุ่มได้รับแรงหนุนจากกำไรจากการตีมูลค่าเงินลงทุน (revaluation gain) ใน THAI ของ KTB ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.7 พันล้านบาท

การฟื้นตัวของ NIM น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ หลังจากวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ BOT สิ้นสุดลง ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงอาจช่วยให้ NIM ขยายตัวได้ราว 2bps จากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินเชื่อยังมีแนวโน้มอ่อนแอ -0.2% จากไตรมาสก่อน

สะท้อนจากผลการดำเนินงานในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม แต่การขยายตัวของ NIM น่าจะเพียงพอที่จะผลักดันให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เติบโต จากไตรมาสก่อนราว 1% เนื่องจากตลาดทุนยังคงมีความคึกคักในไตรมาสนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมจึงมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่อง เติบโต 3% จากไตรมาสก่อน และขยายตัว 12% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ทางฝ่ายไม่ได้คาดหวังรายได้พิเศษ (non-recurring income) จำนวนมากในไตรมาสนี้ แต่คาดว่า KTB จะบันทึกกำไรจากเงินลงทุนจำนวน 3.7 พันล้านบาท จากการตีมูลค่าหุ้น THAI จำนวน 75% ที่ถืออยู่ หลังพ้นช่วง Silent Period ในเดือนสิงหาคม

ด้านต้นทุน คุณภาพสินทรัพย์คาดว่าจะทรงตัวจากไตรมาสก่อน เหตุการณ์น้ำท่วมช่วงปลายไตรมาสไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์กินเวลาระยะสั้นและ BOT ได้ออกมาตรการช่วยเหลือรองรับแล้ว ดังนั้น Credit Cost จึงคาดว่าจะทรงตัวเช่นกันที่ 143bps

ขณะที่ธนาคารยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) ได้ดี และแนวโน้มดังกล่าวน่าจะต่อเนื่องในไตรมาสนี้ หดตัว -4% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ทางฝ่ายไม่คาดว่าจะมีรายการพิเศษที่มีนัยสำคัญสำหรับธนาคารอื่น นอกเหนือจากการตีมูลค่าหุ้น THAI ของ KTB ตามที่กล่าวข้างต้น

คงน้ำหนักการลงทุน OVERWEIGHT

หากผลประกอบการออกมาตามที่ทางฝ่ายคาด จะช่วยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกของทางฝ่ายต่อกลุ่มธนาคารมากขึ้น เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสำคัญตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กำลังเข้าสู่จุดฟื้นตัวจากการขยายตัวของ NIM แนวโน้มกำไรที่ดีขึ้นจะส่งผลบวกต่อโอกาสการจ่ายเงินปันผล

ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของกลุ่มธนาคาร และช่วยรองรับราคาหุ้นในภาวะที่ตลาดผันผวน หุ้นเด่น (Top Picks) ของทางฝ่ายยังคงเป็น KTB, KBANK และ TTB