
Data Center ขุมทรัพย์เศรษฐกิจดิจิทัล จับตาไทยเปลี่ยนลงทุนเป็นรายได้
ไทยอนุมัติส่งเสริม Data Center 42 โครงการ มูลค่า 7.5 แสนล้านบาท แต่ 166 โครงการชะลอรอเกณฑ์ใหม่ นักลงทุนจับตาไฟฟ้า น้ำ และโซนนิ่ง ชี้โอกาสต่อยอดธุรกิจไทย
KEY
POINTS
- การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยมีมูลค่ามหาศาลจากกระแส AI และคลาวด์ แต่ยังมีความท้าทายในการเปลี่ยนเม็ดเงินอนุมัติให้เป็นการก่อสร้างและสร้างรายได้จริงแก่ธุรกิจไทย
- นักลงทุนเผชิญความท้าทายด้านการใช้ไฟฟ้าและน้ำปริมาณมาก และต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐที่กำลังเร่งวางหลักเกณฑ์ด้านพลังงาน การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดพื้นที่ตั้ง
- โจทย์สำคัญของภาครัฐคือการทำให้การลงทุนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศ ผ่านการจ้างงานทักษะสูงและดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน
กระแส AI และคลาวด์หนุนดาต้าเซ็นเตอร์ปักหมุดลงทุนในไทย แต่เม็ดเงินอนุมัติยังไม่เท่ากับโครงการที่สร้างเสร็จหรือประโยชน์ที่ตกถึงธุรกิจไทย ขณะรัฐบาลเร่งวางเกณฑ์เรื่องพลังงาน น้ำ และพื้นที่ตั้ง นักลงทุนจึงต้องจับตาความชัดเจนด้านใบอนุญาตและการจัดสรรทรัพยากรควบคู่ไปกับโอกาสเติบโต
ธุรกิจ Data Center กำลังเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งรองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล บริการคลาวด์ และการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไทยมีจุดแข็งด้านที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน จึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติและผู้ประกอบการในประเทศ อย่างไรก็ดี การลงทุนขนาดใหญ่ที่กำลังเข้ามายังต้องผ่านโจทย์สำคัญว่า จะจัดหาไฟฟ้าและน้ำได้เพียงพอหรือไม่ และจะสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากเพียงใด
ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า ระหว่างปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท คิดเป็นกำลังประมวลผลหรือ IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริม ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการก่อสร้างเสร็จหรือเริ่มดำเนินงานแล้ว โดย BOI ระบุว่าไม่มีคำขอรับการส่งเสริม Data Center รายใหม่เข้ามาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 และกำลังทบทวนกรอบคัดกรองให้รอบด้านขึ้น
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า การเติบโตของ Data Center ในไทยเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์ แต่บริษัทไทยจะคว้าโอกาสได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความชัดเจนของหลักเกณฑ์และกฎระเบียบภาครัฐ
โดยเฉพาะการกำหนดพื้นที่หรือโซนนิ่งที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันแย่งใช้ทรัพยากรสำคัญอย่างไฟฟ้าและน้ำประปา รวมถึงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
เม็ดเงินลงทุนต้องต่อยอดห่วงโซ่อุปทานไทย
โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการดึงโครงการเข้ามาตั้งในประเทศ แต่คือการทำให้การลงทุนเชื่อมโยงกับธุรกิจและแรงงานไทย รัฐบาลระบุแนวทางส่งเสริมการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย และการเชื่อมผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทย สตาร์ตอัป และมหาวิทยาลัยเข้าถึงบริการคลาวด์ กำลังประมวลผล และเครื่องมือ AI ได้มากขึ้น
ธุรกิจไทยที่อาจเกี่ยวข้องกับการลงทุนจึงมีตั้งแต่ผู้รับเหมาก่อสร้างและระบบไฟฟ้า ผู้ให้บริการโครงข่ายและสื่อสาร ระบบทำความเย็นและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงผู้ให้บริการคลาวด์และซอฟต์แวร์ เป็นต้น
โดย BOI ระบุว่าไทยมีฐานการผลิตในบางส่วนอยู่แล้ว เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบทำความเย็น แต่การได้ประโยชน์จริงยังขึ้นอยู่กับสัดส่วนการจัดซื้อในประเทศ การจ้างงาน และการถ่ายทอดทักษะ ไม่ใช่พิจารณาจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว
รัฐเร่งวางเกณฑ์ คุมไฟฟ้า–น้ำ–พื้นที่ตั้ง
ทั้งนี้ Data Center มีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง รัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการ Data Center เพื่อกำหนดกรอบการพัฒนาและดูแลผลกระทบในระดับประเทศ โดยในการประชุมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 กันยายน มีการหารือเรื่องการกำหนดประเภทและขนาดของกิจการ หลักเกณฑ์ด้านพลังงาน การขออนุญาตและการรายงาน
ตลอดจนการกำหนดพื้นที่ตั้งให้สอดคล้องกับผังเมือง พร้อมพัฒนาระบบ Dashboard TH-DC เพื่อติดตามสถานะโครงการและใช้ข้อมูลประกอบการกลั่นกรองทำเลและผลกระทบ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลระบุว่าอยู่ระหว่างจัดทำแผนที่ศักยภาพระบบไฟฟ้าและระบบน้ำ เพื่อใช้วางแผนพื้นที่ที่เหมาะสม และพิจารณาแนวทางให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่รับผิดชอบต้นทุนตามการใช้จริง ส่วนด้านน้ำอยู่ระหว่างศึกษาอัตราค่าสำหรับผู้ใช้รายใหญ่ ระบบหล่อเย็นที่ใช้น้ำน้อย และการบริหารจัดการในฤดูแล้ง
รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายฯ เมื่อวันที่ 4 กันยายนระบุว่า มีโครงการราว 49 โครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง และอีกกว่า 117 โครงการอยู่ระหว่างรออนุญาตหรือพิจารณา รวม 166 โครงการ โดยมีมติให้ชะลอการก่อสร้างและการอนุญาตชั่วคราวระหว่างจัดทำมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และผลตอบแทนต่อประเทศ
ขณะที่การประชุมวันที่ 23 กันยายนยังหารือเรื่องเกณฑ์และระบบข้อมูลสำหรับกำกับดูแล จึงเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตามเรื่องกำหนดเวลาและเงื่อนไขการเดินหน้าโครงการต่อไป
"ดังนั้น การจัดโซนนิ่งและการกำกับใช้ทรัพยากรที่ชัดเจนจะช่วยให้การลงทุน Data Center เดินหน้าได้อย่างมีระบบ ลดความเสี่ยงที่โครงการไปกระจุกตัวในพื้นที่ซึ่งโครงข่ายไฟฟ้าหรือแหล่งน้ำมีข้อจำกัด และช่วยให้ชุมชนเห็นแนวทางจัดการผลกระทบได้ชัดขึ้น"
สำหรับนักลงทุน ประเด็นที่ควรติดตามจึงมีทั้งความคืบหน้าของเกณฑ์อนุญาต การยืนยันแหล่งจ่ายไฟและน้ำ ทำเลที่ผ่านการกลั่นกรอง รวมถึงความคืบหน้าจากการอนุมัติไปสู่การก่อสร้างและเปิดดำเนินงานจริง เม็ดเงินลงทุนระดับหลายแสนล้านบาทเป็นโอกาสสำคัญของไทย







