
กนอ.เปิดยุทธศาสตร์รับ FDI 1.5 ล้านล้าน อัด Land Stock 4 หมื่นไร่ ดันเงินลงทุนเข้านิคมฯ
กนอ.โกยยอดขายนิคมฯ 6,000 ไร่ ลุ้นปี 69 แตะ 7,000 ไร่ รับทุน Data Center-จีนแห่ลงทุน พร้อมเปิดเกมรับ FDI 1.5 ล้านล้าน อัด Land Stock 4 หมื่นไร่ ดันเงินลงทุนเข้าพื้นที่นิคมฯ
KEY
POINTS
- กนอ. วางยุทธศาสตร์ขยายพื้นที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม (Land Stock) เพิ่มเป็น 30,000 - 40,000 ไร่
- เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท
- มุ่งเน้นดึงดูดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์ และโลจิสติกส์
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนและยุทธศาสตร์การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของประเทศว่า ภาพรวมการขายและจองที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค. - ก.ย. 69) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมการขายและเช่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศมียอดขายพื้นที่รวมได้ประมาณ 6,000 ไร่
โดยเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ตอบโจทย์การดำเนินนโยบายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนจากประเทศในแถบยุโรป จีน เกาหลี และญี่ปุ่น
ดันยอดขายทะลุ 7,000 ไร่
"คาดว่าเมื่อจบปีงบประมาณจะสามารถผลักดันยอดขายรวมบรรลุเป้าหมายที่ 7,000 ไร่ โดยมีกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีน ยุโรป และชาติอื่นๆ เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ,โลจิสติกส์ ,เกษตร และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV)"
สำหรับ 3 ไตรมาสแรกปี 2569 สัญชาติที่มีการลงทุนสูงสุด ประกอบด้วย 1.สิงคโปร์ ,2.ประเทศไทย ,3.ฮ่องกง ,4.สวิตเซอร์แลนด์ ,5.เนเธอร์แลนด์ และ6.จีน
ขณะที่ 5 อันดับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนสูงสุดของปี 2569 ประกอบด้วย
- กิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม
- ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์
- อุตสาหกรรมอาหาร
- ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์
- เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี
อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในขณะนี้ คือความต้องการพื้นที่สำหรับกลุ่มธุรกิจ Data Center ซึ่งมีการแจ้งความจำนงและยอดจองพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศรวมแล้วเกือบ 3,000 ไร่ โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตผ่านองค์กรกำกับดูแล (Regulator) รวมกว่า 60–70 โครงการ
“คาดว่าหากทาง Regulator ออกหลักเกณฑ์มาตรฐานค่าไฟฟ้าและโครงสร้างสาธารณูปโภคที่ชัดเจนแล้วกว่า 90% ของผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะเข้าปักหลักลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทันที”
ขยาย Land Stock เพิ่มรับลงทุนยุคใหม่
จากอัตราการเติบโตและการขายที่ดินที่สูงถึงปีละกว่า 7,000 ไร่ ส่งผลให้ปริมาณที่ดินสะสม (Land Stock) ของ กนอ. ปัจจุบันเหลือประมาณ 20,000 กว่าไร่ กนอ. จึงวางยุทธศาสตร์เร่งอัดฉีดและขยาย Land Stock เพิ่มเติมขึ้นไปแตะระดับ 30,000 - 40,000 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้ลงทุนยุคใหม่
"แม้ว่าโรงงานไฮเทครุ่นใหม่จะใช้ขนาดพื้นที่ลดลงเนื่องจากพัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่ กนอ. ก็ได้ปรับสัดส่วนพื้นที่เพื่อรองรับกิจกรรมต่อเนื่องภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม สอดรับกับยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนของ FDI ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) ที่สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงในพื้นที่นิคมฯ ได้นับล้านล้านบาท“
นายสุเมธ กล่าวต่อไปอีกว่า กนอ. ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ หรือ New Utilities โดยการเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้านพลังงานและสาธารณูปโภคทดแทนการที่ กนอ. จะต้องลงทุนเองทั้งหมด
รวมถึงโครงการความร่วมมือครั้งใหญ่กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง ในการพัฒนา Smart Park สู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Utility) และการดึงเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนสะพัดในพื้นที่รวมนับแสนล้านบาท
ด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมและการจัดระเบียบภาคอุตสาหกรรมนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้สรุปแผนการจัดตั้งนิคม Circular เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ กนอ. (บอร์ด กนอ.) แล้ว ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริโภค ไปจนถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ ปลายทางอย่างเป็นระบบ โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.
นอกจากนี้ กนอ. ยังวางมาตรการเชิงรุกในการดึงกลุ่มโรงงานที่ตั้งอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม หรือโรงงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้เข้ามาอยู่ในระบบนิคมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและมาตรการควบคุมมลพิษให้ได้มาตรฐานสากลที่เข้มงวดกว่าภายนอก







