
'ชญานี โปขันเงิน' เปิดใจ หลังชนะคดี จี้ก.ล.ต. ชี้แจงต่อสาธารณะ-เยียวยาชื่อเสียง
"ชญานี โปขันเงิน" ผู้บริหารบล.คิงส์ฟอร์ด เปิดใจถึงผลกระทบตลอดเกือบ 10 ปีที่ต่อสู้คดี พร้อมร้องให้ ก.ล.ต. ชี้แจงข้อเท็จจริง แก้ไขข้อมูลการลงโทษ และออกหนังสือขอโทษ ขณะตั้งข้อสังเกตต่อข้อเสนอเพิ่มอำนาจฟ้องคดีของหน่วยงานกำกับ
KEY
POINTS
- ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนให้เพิกถอนคำสั่งของ ก.ล.ต. ที่ลงโทษพักงานคุณชญานี โปขันเงิน เป็นเวลา 1 ปี สิ้นสุดการต่อสู้คดีที่ยาวนานเกือบ 10 ปี
- เหตุผลที่ศาลเพิกถอนคำสั่งคือกระบวนการพิจารณาโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก ก.ล.ต. ไม่เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการวินัยให้คุณชญานีตรวจสอบความเป็นกลาง
- หลังคดีถึงที่สุด คุณชญานีเรียกร้องให้ ก.ล.ต. ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ แก้ไขข้อมูลการลงโทษที่เผยแพร่ และทบทวนกระบวนการทำงานเพื่อสร้างความเป็นธรรม
ภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ยืนตามศาลปกครองกลาง ให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะบุคลากรในตลาดทุนเป็นเวลา 1 ปี ทำให้ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมาเกือบ 10 ปีถึงที่สุด นางสาวชญานี โปขันเงิน ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) ได้เปิดใจกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสิ่งที่ยังค้างคาใจ แม้คดีจะจบลงแล้วก็ตาม
ผลกระทบตลอดการต่อสู้คดี
นางสาวชญานี กล่าวว่า ตลอดช่วงเวลาที่ต่อสู้คดี ตนได้รับผลกระทบทั้งด้านชื่อเสียง เวลา และค่าใช้จ่าย โดยข้อมูลเกี่ยวกับคำสั่งลงโทษยังคงเผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. เป็นเวลานาน แม้ศาลปกครองกลางจะเคยมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งไปแล้วตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 ก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ ตนจึงต้องนำคำพิพากษาไปชี้แจงในโอกาสต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งในแวดวงตลาดทุน เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงของคดี
จี้ก.ล.ต. ขอโทษยียวยาชื่อเสียงที่เสียหาย หลังคดีถึงที่สุด
หลังคดีถึงที่สุด นางสาวชญานีระบุว่า สิ่งที่ตนต้องการคือให้ ก.ล.ต. ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ แก้ไขข้อมูลการลงโทษที่ยังเผยแพร่อยู่ และพิจารณาออกหนังสือขอโทษเพื่อเยียวยาชื่อเสียงที่เสียหาย
นอกจากนี้ ตนยังเตรียมยื่นหนังสือขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำสำนวนและการใช้พยานหลักฐานในคดีนี้ด้วย
ตั้งข้อสังเกตข้อเสนอเพิ่มอำนาจฟ้องคดี
สำหรับข้อกล่าวอ้างเรื่องบริษัทหลักทรัพย์รายอื่นได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน รวมถึงข้อเสนอให้ ก.ล.ต. มีอำนาจฟ้องคดีเองโดยตรงนั้น นางสาวชญานีมองว่าเป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบและถกเถียงต่อไป โดยเฉพาะหลักประกันเรื่องความโปร่งใสและสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
ทั้งนี้ เธอย้ำว่าขณะนี้ยังไม่ควรนำข้อสงสัยดังกล่าวมาเสนอเป็นข้อเท็จจริงว่ามีการปกป้องผู้กระทำผิดรายใด
"หากกระบวนการไต่สวนและระบบตรวจสอบภายในของ ก.ล.ต. ยังขาดความโปร่งใสและไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่รัดกุม การเพิ่มอำนาจฟ้องคดีเองย่อมสร้างความเสี่ยงต่อความเป็นธรรมของบุคลากรในตลาดทุน และกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการกำกับดูแลตลาดทุนในระยะยาว" นางสาวชญานี กล่าว
ย้อนรอยที่มาของคดี
สำหรับคดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่นางสาวชญานีและนายชยันต์ อัคราทิตย์ ให้ถ้อยคำในฐานะพยานเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ บีฟิท จำกัด (มหาชน) หรือ BSEC เมื่อกว่าทศวรรษก่อน ต่อมา ก.ล.ต. เห็นว่าถ้อยคำของทั้งสองขัดต่อข้อเท็จจริงและมีเจตนาช่วยเหลือบุคคลที่ถูกตรวจสอบ นำไปสู่คำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ 1 ปี ในเดือนสิงหาคม 2560 ขณะที่ทั้งสองยืนยันว่าเล่าเหตุการณ์ตามความทรงจำหลังเวลาผ่านไปหลายปี
ประเด็นสำคัญในการต่อสู้คดีคือ การที่นางสาวชญานีไม่ได้รับรายชื่อคณะกรรมการวินัยในขั้นตอนการพิจารณา เพื่อตรวจสอบความเป็นกลาง โดยศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การที่ ก.ล.ต. อ้างการใช้ชื่อสมมุติแทนชื่อผู้ถูกพิจารณานั้นไม่มีบทบัญญัติกฎหมายรองรับ และไม่อาจใช้เป็นเหตุปฏิเสธการเปิดเผยรายชื่อได้ จึงพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษเพราะเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย







