
ThaiBMA ชี้ตลาดหุ้นกู้ฟื้นแบบแบ่งขั้ว เกรดดีขายคล่อง–รายเล็กยังเหนื่อย
ThaiBMA ชี้ตลาดหุ้นกู้เอกชนเริ่มฟื้น ยอดออกสะสม 5.5 แสนล้านบาท แต่เป้า 9 แสนล้านยังท้าทาย ขณะที่ต่างชาติขายบอนด์ไทย 3 เดือนติด จับตา Bond Yield สหรัฐฯ
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัว แต่เป็นลักษณะการฟื้นตัวแบบแบ่งขั้ว โดยบริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
- หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตดี (Investment Grade) ยังคงได้รับความสนใจและระดมทุนได้ง่าย เนื่องจากสภาพคล่องในประเทศที่อยู่ในระดับสูง
- บริษัทขนาดเล็กหรือที่มีอันดับเครดิตต่ำยังคงเผชิญความท้าทายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และอาจต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้น
ThaiBMA เผยตลาดหุ้นกู้เอกชนไทยเริ่มฟื้น หลังบริษัทใหญ่กลับมาระดมทุน หนุนยอดออกสะสมแตะ 5.5 แสนล้านบาท แต่เป้าทั้งปี 8.8–9 แสนล้านบาทยังท้าทาย ขณะที่หุ้นกู้เกรดดีขายคล่องจากสภาพคล่องในประเทศสูง ส่วนเงินต่างชาติไหลออกต่อเนื่องตามส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรไทย–สหรัฐที่กว้างขึ้น จึงต้องจับตา Bond Yield ค่าเงินบาท และแผนออกหุ้นกู้รายใหญ่ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยบรรยากาศการระดมทุนกลับมาใกล้เคียงช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังบริษัทขนาดใหญ่ทยอยออกหุ้นกู้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการออกหุ้นกู้ระยะยาวปี 2569 ที่วางไว้ 880,000–900,000 ล้านบาท ยังถือเป็นโจทย์ท้าทาย
โดย ณ วันที่ 11 กันยายน 2569 มูลค่าการออกหุ้นกู้สะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ประมาณ 550,000 ล้านบาท คิดเป็นราว 61–63% ของเป้าหมายทั้งปี หมายความว่าในช่วงที่เหลือของปี ตลาดต้องมีหุ้นกู้ออกใหม่อีกประมาณ 330,000–350,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเกือบเดือนละ 100,000 ล้านบาท จึงจะบรรลุกรอบเป้าหมาย
"แม้มีโอกาสที่ยอดออกหุ้นกู้จะต่ำกว่าคาด แต่เรายังไม่ปรับลดเป้าหมาย โดยจะติดตามความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตลอดจนแผนระดมทุนของบริษัทขนาดใหญ่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายอย่างใกล้ชิด"
ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติของ ThaiBMA ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 พบว่า หุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวที่ขึ้นทะเบียนและยังไม่ครบกำหนดมีจำนวน 1,912 รุ่น รวมมูลค่าประมาณ 4.12 ล้านล้านบาท สะท้อนว่าตลาดหุ้นกู้ยังเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของภาคธุรกิจไทย
พลังงาน–การเงิน–อสังหาฯ นำตลาด
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ออกหุ้นกู้สูงสุด 3 อันดับแรกนับตั้งแต่ต้นปี ได้แก่ กลุ่มพลังงานประมาณ 113,000 ล้านบาท กลุ่มการเงินประมาณ 98,000 ล้านบาท และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 88,000 ล้านบาท รวมกันราว 299,000 ล้านบาท หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดออกหุ้นกู้ทั้งหมด
"ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนของตลาดยังพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่และธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่บริษัทอันดับเครดิตต่ำหรือมีฐานะการเงินเปราะบางยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนมากกว่าอย่างชัดเจน"
เฉพาะกลุ่ม ปตท. มีหุ้นกู้ครบกำหนดในปีนี้รวมประมาณ 44,000 ล้านบาท ครอบคลุม 5 บริษัท ได้แก่ PTT, PTTEP, PTTGC, GPSC และ IRPC แต่จนถึงปัจจุบันออกหุ้นกู้ใหม่รวมประมาณ 25,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะ ปตท. บริษัทแม่ ซึ่งมีหุ้นกู้ครบกำหนดประมาณ 15,000 ล้านบาท ยังมีสภาพคล่องสูง จึงไม่จำเป็นต้องรีบออกหุ้นกู้ใหม่ และเปิดทางให้บริษัทลูกเป็นผู้ระดมทุนตามความต้องการใช้เงิน
ด้านผู้ออกรายใหญ่ GULF ออกหุ้นกู้แล้วประมาณ 35,000 ล้านบาท ขณะที่ PTTEP ระดมทุนรวมคิดเป็นมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท ส่วน BANPU ออกประมาณ 10,000 ล้านบาท TPIPP ประมาณ 9,500 ล้านบาท IRPC ประมาณ 8,500 ล้านบาท และ PTTGC ซึ่งเสนอขายหุ้นกู้ล่าสุดได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเต็มจำนวน
หุ้นกู้เกรดดีขายคล่อง ต้นทุนยังไม่พุ่งแรง
หุ้นกู้ Investment Grade ยังคงได้รับความสนใจสูง โดยเฉพาะบริษัทอันดับเครดิตระดับ AA ขึ้นไป เนื่องจากส่วนต่างผลตอบแทนเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล (Credit Spread) แคบลงต่ำสุดในรอบ 7 ปี ปัจจุบันหุ้นกู้ระดับ AA ให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มไม่ถึง 1% หรือไม่ถึง 100 basis points
ภาวะดังกล่าวช่วยชดเชยผลกระทบจาก Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนทางการเงินโดยรวมของบริษัทเครดิตแข็งแกร่งไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก ขณะเดียวกัน สภาพคล่องของนักลงทุนในประเทศยังอยู่ในระดับสูง โดยเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์มีมากกว่า 10 ล้านล้านบาท จึงยังเป็นฐานเงินสำคัญรองรับการเสนอขายหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดมีลักษณะฟื้นตัวแบบแบ่งขั้ว กล่าวคือ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีอันดับเครดิตสูงยังสามารถระดมทุนได้รวดเร็วและมีต้นทุนแข่งขันได้ ขณะที่ผู้ออกอันดับเครดิตต่ำอาจต้องเสนอผลตอบแทนสูงขึ้น ใช้หลักประกันเพิ่มเติม หรือเผชิญความเสี่ยงขายหุ้นกู้ไม่ครบจำนวน
ต่างชาติขายบอนด์ไทย 3 เดือนติด
ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยยังเป็นแรงกดดัน หลังนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิติดต่อกัน 3 เดือน โดยเดือนกรกฎาคมมีเงินไหลออกประมาณ 10,000 ล้านบาท เดือนสิงหาคมประมาณ 6,700 ล้านบาท และเดือนกันยายนถึงวันที่รายงานมีเงินไหลออกแล้วประมาณ 13,000 ล้านบาท
แรงขายดังกล่าวทำให้สถานะซื้อขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนยังซื้อสุทธิประมาณ 12,000 ล้านบาท พลิกมาอยู่ใกล้จุดสมดุลหรือติดลบเล็กน้อยประมาณ 500 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่ปรับขึ้นเกือบ 5% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นประมาณ 0.70% จากต้นปี มาอยู่ราว 2.3% ส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนไทย–สหรัฐกว้างเกือบ 3% และลดความน่าสนใจเชิงเปรียบเทียบของพันธบัตรไทยสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
ทั้งนี้ ประเมินว่าเงินทุนไหลออกในระยะนี้เป็นผลจากความผันผวนของตลาดโลกมากกว่าจะเป็นการถอนการลงทุนเชิงโครงสร้าง เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังต้องกระจายความเสี่ยง และตราสารหนี้ไทยยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในบางช่วง
อย่างไรก็ดี ทิศทาง US Bond Yield ค่าเงินบาท และ Yield Gap ไทย–สหรัฐ จะยังเป็นสามตัวแปรหลักที่นักลงทุนต้องจับตา







