thansettakij
thansettakij
ก.ล.ต. เร่งเครื่องยกคุณภาพตลาดทุน ดัน TISA–ลดเวลา IPO เหลือ 60 วัน

ก.ล.ต. เร่งเครื่องยกคุณภาพตลาดทุน ดัน TISA–ลดเวลา IPO เหลือ 60 วัน

11 ก.ย. 69 | 11:01 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ย. 69 | 11:01 น.

ก.ล.ต. เร่งยกเครื่องตลาดทุน ดัน TISA สร้างฐานนักลงทุนระยะยาว หั่นเวลาอนุมัติ IPO เหลือ 60–100 วัน เปิดทาง New Economy พร้อมคุมเข้มทุจริต–ฟอกเงิน

KEY

POINTS

  • ก.ล.ต. ผลักดันโครงการบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) เพื่อสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวและลดความผันผวนของตลาด
  • ปรับปรุงกระบวนการอนุมัติการเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) ให้รวดเร็วขึ้น โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาจากเดิมเฉลี่ย 147 วัน เหลือประมาณ 60-100 วัน
  • ส่งเสริมธุรกิจกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เข้าจดทะเบียนในตลาดทุน และนำร่องผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบใหม่ เช่น Tokenized Fund
  • ยกระดับการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามการทุจริต การฟอกเงิน และการหลอกลวงลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

ก.ล.ต. เดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างตลาดการลงทุนไทย เร่งสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวผ่านโครงการ TISA พร้อมลดขั้นตอนพิจารณา IPO ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดทุน นำร่อง Tokenized Fund และยกระดับการปราบปรามทุจริต–ฟอกเงิน เพื่อเสริมความเชื่อมั่นและคุ้มครองผู้ลงทุน

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. มุ่งขับเคลื่อนตลาดการลงทุนไทยให้มีคุณภาพและมีความยืดหยุ่น (Resilience) พร้อมรับมือความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการเงิน ตลอดจนมาตรฐานสากลด้านสภาพภูมิอากาศ

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ความผันผวนของตลาด ความเสี่ยงทางไซเบอร์ และการหลอกลวงลงทุน แต่ในอีกด้านหนึ่งยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจ New Economy รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขยายการเข้าถึงการลงทุนของประชาชน

ก.ล.ต. จึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพทั้งฝั่งผู้ลงทุนและบริษัทที่เข้าระดมทุน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตลาดทุนในระยะยาว

ดัน TISA สร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาว

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือโครงการบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ซึ่ง ก.ล.ต. ร่วมผลักดันกับกระทรวงการคลัง สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โครงการดังกล่าวถูกวางให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานการออม” ของประเทศ ช่วยเปลี่ยนเงินออมของประชาชนให้เป็นเงินลงทุนระยะยาว เปิดโอกาสให้กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทได้สะดวกขึ้น พร้อมสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม

ในมุมของตลาดทุน TISA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายฐานผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ และเพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนระยะยาวภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพากระแสเงินทุนต่างชาติและบรรเทาความผันผวนของตลาดในระยะยาว

หั่นเวลาอนุมัติ IPO เหลือ 60–100 วัน

ด้านการยกระดับคุณภาพบริษัทที่เข้าระดมทุน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างปรับปรุงกระบวนการอนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO ให้กระชับและรวดเร็วขึ้น โดยให้น้ำหนักกับการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ควบคู่กับการพิจารณาคุณสมบัติของบริษัท

ก.ล.ต. ตั้งเป้าลดระยะเวลาพิจารณาคำขอ IPO จากเดิมเฉลี่ย 147 วัน เหลือประมาณ 60–100 วัน หรือลดลงราว 30–60% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุนและเสริมความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย

การปรับกระบวนการดังกล่าวดำเนินการร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้สอบบัญชี และผู้เกี่ยวข้อง โดยยังคงมาตรฐานการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้ลงทุน โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้สอดคล้องกับหลักสากล

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. มุ่งขับเคลื่อน “ตลาดการลงทุนไทย” ให้มีคุณภาพและมีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก

เปิดทาง New Economy เข้า SET

ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังร่วมกันผลักดันโครงการ BOI to IPO เพื่อดึงดูดธุรกิจ New Economy และกิจการที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดทุนไทย

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์และคุณสมบัติของบริษัท New Economy ตลอดจนจัดทำช่องทางพิเศษ หรือ Special Track สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

มาตรการนี้มีเป้าหมายเพิ่มความหลากหลายและคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน พร้อมเชื่อมโยงเงินทุนในตลาดกับอุตสาหกรรมเป้าหมายและเศรษฐกิจกระแสใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง

นำร่อง Tokenized Fund รับตลาดทุนดิจิทัล

สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลงทุนรูปแบบใหม่ ก.ล.ต. เดินหน้าส่งเสริม Securities Tokenization หรือการนำหลักทรัพย์มาแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกผลิตภัณฑ์และการทำธุรกรรมในตลาดทุนดิจิทัล

หนึ่งในโครงการนำร่องคือหน่วยลงทุนในรูปแบบโทเคน หรือ Tokenized Fund ซึ่งหลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569

ก.ล.ต. ระบุว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจที่ต้องการระดมทุน และเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ลงทุน ภายใต้การกำกับดูแลและการคุ้มครองที่เหมาะสม รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์มีผลใช้บังคับ

คุมเข้มคริปโท–สกัดช่องทางฟอกเงิน

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์การโอนเงินระหว่างประเทศ

ก.ล.ต. ได้ออกหลักเกณฑ์ Travel Rule ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 เพื่อยกระดับการตรวจสอบข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปิดกั้นบัญชีหลอกลงทุนครบ 100%

ก.ล.ต. ยังเร่งสกัดกั้นภัยหลอกลงทุนผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยสามารถดำเนินการปิดกั้นช่องทางที่ได้รับแจ้งภายในระยะเวลา 7 นาทีถึง 48 ชั่วโมง และปิดกั้นบัญชีที่ได้รับแจ้งได้ครบ 100%

พร้อมกันนี้ เตรียมนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจจับการหลอกลงทุน และต่อยอดโครงการ Responsible Voices เพื่อยกระดับความรับผิดชอบของผู้ให้ข้อมูลด้านการเงินและการลงทุน หรือ Finfluencer

ในปี 2569 จำนวนประชาชนที่ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับภัยหลอกลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าผู้ลงทุนตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนมากขึ้น

ลดอายุคดีเก่าสุดจาก 8 ปี เหลือ 3.6 ปี

ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ก.ล.ต. ระบุว่า การปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบช่วยให้จำนวนคดีค้างมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนสิงหาคม 2569 พบว่า อายุของคดีที่นานที่สุดลดลงจาก 8 ปี เหลือ 3.6 ปี ขณะที่อายุคดีเฉลี่ยลดลงจาก 2.3 ปี เหลือ 1.5 ปี สะท้อนความคล่องตัวของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่เพิ่มขึ้น

ดันแก้กฎหมาย 5 ชุด ฟื้นเชื่อมั่นตลาดทุน

ปัจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างผลักดันการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องรวม 5 ชุด เพื่อให้การกำกับดูแลมีความทันสมัย เป็นไปตามมาตรฐานสากล และรองรับการเติบโตของตลาดทุน

กฎหมายสำคัญประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ร่างกฎหมายชุด Trust & Confidence และร่างกฎหมายอีก 4 ฉบับในชุดยกระดับการกำกับตลาดทุน

สาระสำคัญส่วนหนึ่งคือการเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลกระบวนการระดมทุน และเปิดทางให้พนักงาน ก.ล.ต. เข้าร่วมสอบสวนคดีที่ส่งผลกระทบสูงต่อระบบเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในชั้นก่อนฟ้องคดี ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแล้ว

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังปรับปรุงเกณฑ์กำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน ทั้งบทบาทของผู้ตรวจสอบภายในสำหรับบริษัท IPO หลักเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ และรายการที่เกี่ยวโยงกัน เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้น

พร้อมทบทวนมาตรการกำกับการซื้อขายตามข้อเสนอของตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้สอดคล้องกับภาวะตลาดปัจจุบัน ลดอุปสรรคในการซื้อขาย สนับสนุนสภาพคล่อง และรักษาความเป็นธรรมของตลาดทุนไทย