
ก.ล.ต. รื้อค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์–อนุพันธ์ เริ่มใช้ปี 70
ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์ค่าธรรมเนียมรายปีของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
KEY
POINTS
- ก.ล.ต. เตรียมปรับปรุงเกณฑ์ค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
- การปรับปรุงครอบคลุมการเพิ่มค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาการลงทุน, เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผู้ค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า, ปรับฐานการคำนวณ และเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมขั้นสูง
- เกณฑ์ค่าธรรมเนียมใหม่นี้กำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศการปรับปรุงเกณฑ์ค่าธรรมเนียมรายปีของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ผู้ประกอบธุรกิจ) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน มีความเท่าเทียมและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
ตามที่ ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงหลักการเกี่ยวกับเกณฑ์ค่าธรรมเนียมรายปีของผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีความเท่าเทียมและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการดังกล่าว ในช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เห็นด้วยในหลักการที่เสนอไปแล้ว นั้น
ก.ล.ต. จึงได้จัดทำร่างประกาศที่เกี่ยวข้องตามหลักการดังกล่าว และเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
- (1) ปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนจากปีละ 25,000 บาท เป็นปีละ 50,000 บาท และเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกิจผู้ค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในอัตราปีละ 50,000 บาท
- (2) ปรับฐานคำนวณค่าธรรมเนียมของผู้ค้าหน่วยลงทุนให้รวมมูลค่าซื้อหน่วยลงทุนและของตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้ครอบคลุมธุรกรรมในต่างประเทศและธุรกรรมนอกศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
- (3) ปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมขั้นสูงสำหรับธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อให้การจัดเก็บค่าธรรมเนียมมีความเหมาะสม สะท้อนต้นทุนการกำกับดูแล และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้น
สำหรับร่างประกาศดังกล่าว จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2570
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. และระบบกลางทางกฎหมาย
โดยผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทาง e-mail: [email protected] [email protected] และ [email protected] จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2569







