
สงครามดันน้ำมันพุ่ง หุ้นโลกเสี่ยงพักฐาน เปิด 3 หุ้นไทยน่าจับตา
ตลาดโลกผันผวนจากน้ำมันพุ่ง-สงครามค้าระอุ กูรูแนะ Selective Buy รับธีมพลังงาน ท่องเที่ยว และ PDP 2026 ชู GUNKUL-CENTEL-PTT หุ้นเด่น
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันราคาน้ำมันพุ่งสูง สร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งอาจกดดันให้ตลาดหุ้นโลกเข้าสู่ช่วงพักฐาน
- ตลาดหุ้นไทยยังคงมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและดีลในกลุ่มพลังงาน จึงแนะนำกลยุทธ์เลือกลงทุนในหุ้น (Selective Buy) ที่มีปัจจัยหนุนชัดเจน
- เปิด 3 หุ้นเด่นที่น่าจับตา ได้แก่ GUNKUL (พลังงานหมุนเวียน), CENTEL (ท่องเที่ยว) และ PTT (พลังงาน) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินตลาดทุนโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่นักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวัง หลังความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยกลับมากดดันสินทรัพย์เสี่ยงพร้อมกัน
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐและความคืบหน้าดีลความร่วมมือด้านพลังงานระดับโลก จึงเหมาะกับกลยุทธ์ “Selective Buy” โดยเลือกหุ้นไทยและตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ DR ที่มีปัจจัยหนุนชัดเจน มากกว่าการลงทุนตามทิศทางดัชนีโดยรวม
น้ำมันใกล้ 100 ดอลลาร์ ปลุกความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงและเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายวงกว้าง ทั้งเหตุโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลก
แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา หลังแคนาดาเริ่มบังคับใช้ภาษีตอบโต้ในอัตรา 15–50% กับสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ตอบโต้ด้วยการระงับการจำหน่ายเครื่องบินของ Bombardier ในตลาดสหรัฐฯ
ทั้งราคาพลังงานและมาตรการภาษีมีโอกาสเพิ่มต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ ทำให้อัตราเงินเฟ้อโลกอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้
นักลงทุนจึงต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยตลาดคาดว่าดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ PPI จะเพิ่มขึ้น 5.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI มีแนวโน้มทรงตัวที่ 3.4%
หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed รวมถึงธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษ จะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง โดยข้อมูลในอดีตพบว่า ช่วงที่ธนาคารกลางหลักปรับขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน ตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับฐานประมาณ 1.3-9.7%
จับตา Midterm Election เพิ่มความผันผวนตลาดหุ้นสหรัฐฯ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดหุ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
สถิติในอดีตสะท้อนว่า ดัชนี S&P 500 มักอ่อนตัวลงในเดือนกันยายน ก่อนเริ่มสร้างจุดต่ำสุดและฟื้นตัวล่วงหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง
ขณะที่ข้อมูลจาก Polymarket ให้น้ำหนัก 87% ว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยหากสถานการณ์เป็นไปตามคาด กลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าฟุ่มเฟือยอาจได้รับความสนใจ เนื่องจากสถิติในอดีตชี้ว่าหุ้นสองกลุ่มนี้มักสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรใช้ข้อมูลจากตลาดคาดการณ์เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินใจ เพราะความน่าจะเป็นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกระแสการเมืองและผลสำรวจใหม่
กระแส AI หนุนวัฏจักรลงทุนอุตสาหกรรมชิป
ด้านหุ้นเทคโนโลยี Intel ปรับตัวขึ้น 9% หลังมีข่าวเตรียมขึ้นราคาชิปประมวลผลคอมพิวเตอร์ประมาณ 10% ในเดือนตุลาคม เพื่อสะท้อนต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับความต้องการประมวลผลจาก AI รุ่นใหม่ที่ช่วยหนุนอุปสงค์ชิปและบริการคลาวด์ทั่วโลก
ขณะเดียวกัน ผู้บริหารบริษัทเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในงานประชุมเทคโนโลยีของ Goldman Sachs และ Citi สะท้อนมุมมองว่า กระแส AI กำลังผลักดันความต้องการชิปให้สูงกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่
การสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ หรือ Greenfield อาจต้องใช้เงินลงทุนด้านเครื่องจักรสูงขึ้นถึง 4 เท่า จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ โดยแนวโน้มการลงทุนมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570
สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการเข้าถึงธีมดังกล่าว สามารถพิจารณา DR ที่อ้างอิงหุ้นเทคโนโลยีและผู้ผลิตเครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ โดยต้องตรวจสอบสภาพคล่อง อัตราแปลง ค่าเงิน และส่วนต่างราคาจากหลักทรัพย์อ้างอิงควบคู่กัน
หุ้นไทยมีแรงหนุนจากท่องเที่ยวและดีลพลังงาน
สำหรับตลาดหุ้นไทย ปัจจัยขับเคลื่อนภายในประเทศที่ต้องติดตามมี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและความคืบหน้าการเจรจาร่วมทุนในกลุ่มพลังงาน
ประเด็นแรกคือโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ซึ่งกระทรวงการคลังอนุมัติวงเงินกู้ 3,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวน 1 ล้านสิทธิ์
ภาครัฐจะสนับสนุนส่วนลดค่าที่พักสูงสุดคืนละ 1,500 บาท ไม่เกิน 5 คืน พร้อมคูปองท่องเที่ยวมูลค่า 1,500 บาทสำหรับเมืองหลัก และ 2,000 บาทสำหรับเมืองรอง เปิดลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 1–25 ตุลาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
มาตรการดังกล่าวมีโอกาสเพิ่มอัตราการเข้าพัก กระตุ้นการเดินทางในประเทศ และกระจายเม็ดเงินไปยังโรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน ธุรกิจค้าปลีก และผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นปลายปี
อีกประเด็นคือการที่ ADNOC บริษัทพลังงานแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ระหว่างเจรจาเข้าลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นของกลุ่ม PTT เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านการจัดหาน้ำมันดิบและขยายธุรกิจซื้อขายพลังงาน
ข่าวดังกล่าวสร้างปัจจัยบวกเชิงจิตวิทยาต่อหุ้นในเครือ ปตท. ได้แก่ PTT, TOP, IRPC, PTTGC และ PTTEP แต่ผลเชิงพื้นฐานยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกรรม ราคาซื้อขาย สัดส่วนการถือหุ้น และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจริงหลังการเจรจาสิ้นสุด
น้ำมันแพงเป็นทั้งแรงหนุนและความเสี่ยง
แม้ราคาน้ำมันดิบขาขึ้นจะเป็นบวกต่อหุ้นต้นน้ำและผู้ประกอบการที่มีสินค้าคงคลังน้ำมัน แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจเพิ่มต้นทุนให้กับภาคขนส่ง สายการบิน โรงไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง
ราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และดีเซล B7 ที่เพิ่มขึ้นยังมีโอกาสกดดันค่าครองชีพและทำให้ดัชนี CPI ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ 102.67 จุด ทรงตัวในระดับสูง จึงต้องติดตามว่าภาครัฐจะใช้กองทุนน้ำมันหรือมาตรการด้านราคาเข้ามาดูแลเพิ่มเติมหรือไม่
ตั้งแต่ต้นเดือน SET Index ปรับตัวขึ้น 1.68% แต่ผลตอบแทนยังกระจุกตัว โดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 9.51% และปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น 6.38% ขณะที่กลุ่มการเงินลดลง 2.20% และบรรจุภัณฑ์ลดลง 2.14%
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนว่า ดัชนีที่ปรับขึ้นไม่ได้หมายความว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดปรับขึ้นตาม นักลงทุนจึงควรให้น้ำหนักกับการเลือกหุ้นมากกว่าการไล่ซื้อตามดัชนี
เปิด 3 กลุ่มลงทุนรับปัจจัยบวกเฉพาะตัว
สำหรับแนะนำกลยุทธ์ในระยะสั้นนี้นั้น ทางฝ่ายแนะนำ Selective Buy โดยให้น้ำหนัก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- เซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง : รับประโยชน์จากการลงทุนสร้างโรงงานชิปรอบใหม่ รวมถึงความต้องการอุปกรณ์ประมวลผล ศูนย์ข้อมูล และคลาวด์จากการเติบโตของ AI
- พลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ : ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบระดับสูงและประเด็นความร่วมมือระหว่าง ADNOC กับกลุ่ม PTT แต่ต้องแยกผลกระทบระหว่างหุ้นต้นน้ำ โรงกลั่น ปิโตรเคมี และธุรกิจปลายน้ำให้ชัดเจน
- ท่องเที่ยวและพาณิชย์ : รับอานิสงส์จากไฮซีซั่นและมาตรการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ซึ่งมีโอกาสหนุนยอดจองห้องพัก รายได้ร้านอาหาร และการใช้จ่ายในประเทศช่วงไตรมาส 4
ชู GUNKUL-CENTEL-PTT หุ้นเด่น
GUNKUL คาดว่ากำไรครึ่งหลังปี 2569 จะเติบโตเด่นกว่าครึ่งปีแรก จากการรับรู้งานก่อสร้างช่วงปลายปี พร้อมรับปัจจัยบวกจากร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ที่เพิ่มบทบาทของพลังงานหมุนเวียน
- แนวรับ 5.05 บาท
- แนวต้าน 5.25 บาท
- จุดตัดขาดทุน 4.80 บาท
CENTEL คาดกำไรปกติไตรมาส 3 เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีโอกาสทำจุดสูงสุดในไตรมาส 4 ตามฤดูกาลท่องเที่ยว รวมทั้งได้ประโยชน์จากโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส”
- แนวรับ 44.00 บาท
- แนวต้าน 46.00 บาท
- จุดตัดขาดทุน 42.75 บาท
PTT ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบขาขึ้น ประเด็นเก็งกำไรจากความสนใจลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นของ ADNOC และความคาดหวังต่อการจ่ายเงินปันผลในช่วงครึ่งปีหลัง
- แนวรับ 41.75 บาท
- แนวต้าน 44.00 บาท
- จุดตัดขาดทุน 40.50 บาท
แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะตลาดยังมีความผันผวนสูง นักลงทุนควรกำหนดจุดตัดขาดทุนอย่างเคร่งครัด แบ่งเงินลงทุนเป็นหลายส่วน และติดตามราคาน้ำมัน ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทิศทางดอกเบี้ย ตลอดจนความชัดเจนของมาตรการภาครัฐและดีล ADNOC-กลุ่ม PTT ก่อนเพิ่มน้ำหนักลงทุน.







