thansettakij
thansettakij
CMDF กางแผนใช้เงิน 800 ล้าน ดัน PE Trust - Jump+ - TISA ปั้นตลาดทุนไทย

CMDF กางแผนใช้เงิน 800 ล้าน ดัน PE Trust - Jump+ - TISA ปั้นตลาดทุนไทย

02 ก.ย. 69 | 10:27 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ย. 69 | 10:43 น.

CMDF กางแผนใช้เงินปี 69 สูงสุด 800 ล้านบาท ดัน PE Trust พันล้าน หนุน SMEs-สตาร์ทอัพ พร้อมเร่ง Jump+ ยกระดับ 142 บจ. และปูทางระบบออม TISA

KEY

POINTS

  • กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ตั้งงบประมาณปี 2569 ไว้ที่ 600-800 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการพัฒนาตลาดทุน โดยมีโครงการสำคัญคือ PE Trust, Jump+ และ TISA
  • สนับสนุนการจัดตั้งกองทุน PE Trust เพื่อช่วยให้ธุรกิจ SMEs และ Startup เข้าถึงแหล่งทุน และดำเนินโครงการ Jump+ เพื่อยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียนไทยกว่า 142 แห่ง
  • ผลักดันระบบการออมแห่งชาติ TISA โดยสนับสนุนงบวิจัยเพื่อวางโครงสร้าง และเตรียมงบประมาณสำหรับจัดแคมเปญให้ความรู้แก่ประชาชนในวงกว้างเมื่อโครงการได้รับการอนุมัติ

นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ได้อนุมัติเงินทุนสนับสนุนไปแล้วทั้งสิ้น 10 กว่าโครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 400 ล้านบาท

โดยโครงการที่ได้รับอนุมัตินี้สามารถตอบโจทย์วัตถุประสงค์หลักของกองทุนฯ ได้ครบทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาและยกระดับบุคลากร การสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงินแก่ประชาชนทั่วไป และการสนับสนุนงานวิจัยนวัตกรรม

ซึ่งส่วนใหญ่เม็ดเงินยังคงเน้นหนักไปที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านตลาดทุนซึ่งเป็นการวางรากฐานระยะยาว และมีบางโครงการที่เป็นโครงการประเภทเร่งด่วนเพื่อผลสัมฤทธิ์ที่รวดเร็ว (Quick Win) ที่พร้อมนำไปขยายผลต่อได้ทันที

ทั้งนี้ แผนงานในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะไม่มีโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพิ่มเติม เนื่องจากโครงการใหญ่ต้องบรรจุในแผนงานของปีถัดไป ส่งผลให้งบประมาณที่ใช้ในช่วงครึ่งปีหลังจะมีสเกลที่ใกล้เคียงกันหรือต่ำกว่าครึ่งปีแรก โดยภาพรวมการใช้จ่ายเงินทุนหมุนเวียนตลอดทั้งปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 600 ถึงไม่เกิน 800 ล้านบาท

"นับตั้งแต่ปี 2563 ต่อเนื่องถึงปี 2569 CMDF ได้มีการสนับสนุนการลงทุนให้กับบริษัทไทยไปแล้วมากกว่า 183 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4,200 ล้านบาท สำหรับในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดจะมีการใช้เงินลงทุนอีกราว 400 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงครึ่งแรกของปี และเฉลี่ยทั้งปีคาดใช้เงินลงทุนสนับสนุนรวม 600-800 ล้านบาท

เปิดแผนบริหารเงินลงทุน-จัดสรรงบ

ในส่วนการจัดสรรงบประมาณและการบริหารพอร์ตลงทุนของ CMDF นั้น กองทุนฯ มีการจัดแบ่งเงินออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน ส่วนแรกคือ วงเงินสำหรับเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ของสำนักงานและการใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ซึ่งมีวงเงินสำรองไว้ประมาณ 800 ล้านบาท

วงเงินหมุนเวียนนี้จะได้รับการจัดสรรเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากผลตอบแทนในการบริหารเงินประจำปี และเงินนำส่งจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้นำส่งเงินในอัตราร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิหลังหักเงินสำรองเพื่อการวิจัย ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำส่งเงินเข้ากองทุนเฉลี่ยปีละประมาณ 100 กว่าล้านบาทตามทิศทางผลประกอบการที่เกิดขึ้น

ขณะที่เงินส่วนที่สองคือ เงินลงทุนระยะยาว (Investment Portfolio) ซึ่งเป็นเงินลงทุนนิ่งๆ ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกองทุนฯ มีมูลค่ารวมเกือบ 6,000 ล้านบาท โดยกองทุนฯ นำเงินลงทุนส่วนนี้ไปกระจายความเสี่ยงเพื่อหาผลตอบแทนผ่านการลงทุนในและต่างประเทศ ทั้งการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ พันธบัตรรัฐบาล บอนด์ต่างประเทศ และกองทุนลงทุนต่างประเทศ เป็นต้น

ซึ่งการลงทุนดังกล่าวสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ประมาณร้อยละ 4-5 ต่อปี คิดเป็นเงินกลับคืนสู่กองทุนประมาณปีละ 200 ถึง 300 ล้านบาท โดยเงินนิ่งส่วนนี้แทบจะไม่ถูกดึงออกมาใช้เลยในสภาวะปกติ เนื่องจากเงินหมุนเวียนและผลตอบแทนรายปีที่ได้รับมีความเพียงพอต่อการรองรับค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว

นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF)

ชู PE Trust เอื้อธุรกิจขนาดกลาง-เล็ก เข้าถึงเงินทุน

นอกเหนือจากวงเงินดังกล่าว CMDF ยังได้อนุมัติหลักการลงทุนในกองทุนรวมประเภท PE Trust เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่เป็น New Economy โดย CMDF คาดว่าจะร่วมลงเงินเป็นหลักหลายร้อยล้านบาท ร่วมกับพันธมิตรหรือผู้ร่วมลงทุนรายอื่น (Limited Partner)

โดยตั้งเป้าหมายวงเงินรวมไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ขนาดเล็ก และกลุ่มธุรกิจ Startup ที่ประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนปกติ

"การสนับสนุนนี้จะครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งด้านความช่วยเหลือทางการเงิน การจัดการระบบการทำงานหลังบ้านให้มีความเป็นมืออาชีพ การให้คำปรึกษาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับขยายตัวหรือการควบรวมกิจการ (M&A) ตลอดจนการได้รับการบ่มเพาะจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทเหล่านี้สามารถเติบโตและเข้าจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต"

หนุน Jump+ ยกระดับความสามารถ บจ.ไทย

ด้านความคืบหน้าของโครงการ Jump+ ซึ่งเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อยกระดับขีดความสามารถและสร้างความมั่นใจให้แก่บริษัทจดทะเบียนไทยนั้น ปัจจุบันมีจำนวนบริษัทสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิม 100 บริษัท เป็น 142 บริษัท

โดยแบ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 86 ราย และจากตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 56 ราย มีสัดส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมภาคบริการเข้าร่วมมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กลุ่มเกษตรกรรม และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ตามลำดับ

ซึ่งประมาณร้อยละ 75 ของบริษัทที่เข้าร่วมทั้งหมดมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท โดยมีจำนวนถึง 110 บริษัทที่มี Market Cap ไม่เกินระดับดังกล่าว และมีบริษัทประมาณร้อยละ 55 ที่มีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (Price to Book Ratio) ต่ำกว่า 1 เท่า

สะท้อนว่าเป็นกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีผลการดำเนินงานที่ดีแต่ยังขาดความชำนาญในการนำเสนอและการจัดทำบทวิเคราะห์

การช่วยเหลือผ่านโครงการ Jump+ จะดำเนินการอย่างเป็นระบบใน 3 ขั้นตอนสำคัญ ขั้นตอนแรกคือการร่วมมือจัดทำแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจและการประเมินด้านความยั่งยืน (ESG) โดยมีการจัดสรรทุนสนับสนุนช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อบริษัท

ขั้นตอนที่สองคือการจัดทำบทวิเคราะห์ โดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) จะเข้ามาจัดทำบทวิเคราะห์ครอบคลุมหุ้นทั้ง 142 ตัวเพื่อเผยแพร่ข้อมูล และขั้นตอนที่สามคือการร่วมประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน

ทั้งนี้ โครงการมีตัวชี้วัดผลงาน (KPIs) ที่ชัดเจนตามมาตรฐานสากล ได้แก่ การเติบโตของอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และการเติบโตของกำไรสุทธิ (Earning Growth) โดยจะเปรียบเทียบกับฐานเฉลี่ยผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปีก่อนเข้าร่วมโครงการ

และจะเริ่มวัดผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปีที่สองของการดำเนินงาน โดยกำหนดกรอบเวลาการประเมินผลเฉลี่ยรวม 3 ถึง 5 ปี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทเหล่านี้สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศในระยะยาว

ร่วมดัน TISA แก้โจทย์การออมชาติ

นอกจากนี้ CMDF ยังมีความเกี่ยวข้องกับการร่วมผลักดันระบบการออมรูปแบบใหม่ของประเทศ หรือ "TISA" (Thailand Individual Saving Account) เพื่อตอบโจทย์ปัญหาระดับชาติในเรื่องทักษะทางการเงิน อัตราการออมต่ำ และภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 90 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

บทบาทของ CMDF ต่อระบบ TISA แบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือกองทุนฯ ได้สนับสนุนงบประมาณการศึกษาวิจัยเป็นจำนวนเงินไม่กี่ล้านบาทในการว่าจ้างสถาบันการศึกษาเพื่อศึกษาโครงสร้างระบบการออมและการลงทุนของประเทศญี่ปุ่น (NISA) เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยแก่นสำคัญของ TISA จะทำหน้าที่เป็นระบบการออมแบบรวมศูนย์ (Umbrella Tax Saving Product) ที่ครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น หุ้น พันธบัตร และบัญชีเงินออมเพื่อการศึกษาของครอบครัวมาอยู่ภายใต้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเดียวกัน ช่วยลดข้อจำกัดในการกระจุกตัวเฉพาะในกองทุนรวมประเภทเดิมๆ เช่น RMF, LTF หรือกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (ESG Fund) ในอดีต

ช่วงที่สองเมื่อภาครัฐและกระทรวงการคลังมีการพิจารณาอนุมัติและประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว CMDF จะรับหน้าที่สำคัญในการจัดทำแคมเปญให้ความรู้ครั้งใหญ่ระดับประเทศ (Education Campaign)  โดยเตรียมงบประมาณในการจ้างนักการตลาดมืออาชีพเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ TISA ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างๆ ทั้งสื่อโทรทัศน์ ออนไลน์ และกิจกรรมนอกสถานที่

"การทำหน้าที่ของ CMDF จะอยู่ในฐานะตัวกลางที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มอุตสาหกรรมใด เพื่อผลักดันให้คนไทยหันมาสร้างวินัยการออมระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพหลังวัยเกษียณ ซึ่งประเมินว่าแม้ว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับจากภาครัฐอาจไม่ได้สูงมากเท่ากับกองทุนบางประเภทในอดีตที่เคยให้สิทธิ์ลดหย่อนสูงสุดถึง 800,000 บาท"

แต่คุณลักษณะของ TISA จะสามารถเจาะเข้าถึงกลุ่มผู้ลงทุนระดับกลางจนถึงระดับล่าง และจูงใจให้ผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ลงทุนในหุ้นมาก่อนให้เข้ามาออมเงินในระบบและตลาดทุนได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ