
ฟื้นเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ดันมาตรฐานสากลรับเงินลงทุนโลก
ตลาดทุนไทยเร่งฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง ดันมาตรฐานกำกับดูแล-เปิดเผยข้อมูลเทียบสากล พร้อมชูบทบาท Big Four เสริมความน่าเชื่อถือระยะยาว
KEY
POINTS
- ตลาดทุนไทยเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นจากเงินทุนไหลออก ทำให้ต้องเร่งยกระดับมาตรฐานทั้งระบบสู่ระดับสากลเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน
- ภาครัฐและตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินมาตรการยกระดับความน่าเชื่อถือ ทั้งการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล และการส่งเสริมศักยภาพบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ JUMP+
- บริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลก (Big Four) มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรไทยนำมาตรฐานสากลมาปรับใช้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเชื่อมโยงกับตลาดทุนโลก
ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน หลังเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตชะลอตัว สะท้อนความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานตลาดทุนทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและเปิดทางให้เงินทุนระยะยาวไหลกลับเข้าประเทศ
ข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนแรงกดดันดังกล่าวอย่างชัดเจน โดย SET Index ปรับตัวลดลงเกือบ 800 จุดนับตั้งแต่ปี 2561 ขณะที่ปี 2568 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิมากกว่า 100,000 ล้านบาท ส่วนสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยในประเทศลดลงจาก 43% ในปี 2563 เหลือ 32% ในปี 2567
ภาครัฐจึงเดินหน้ายกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดทุน ผ่านทั้งการปราบปรามโครงสร้างบริษัทตัวแทน หรือ Nominee company การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลองค์กร ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล การกำกับดูแลกิจการ และการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขานรับด้วยโครงการ JUMP+ ที่เปิดตัวในปี 2568 เพื่อช่วยบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่น โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 143 แห่ง
ยกระดับมาตรฐานสากล สร้างเชื่อมั่นนักลงทุน
โจทย์ของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา แต่ต้องยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและระบบการเงินให้สามารถเชื่อมโยงกับตลาดทุนโลกได้มากขึ้น โดย Big Four ได้แก่ Deloitte, EY, KPMG และ PwC เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว
บทบาทของ Big Four ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดเพียงการตรวจสอบบัญชีตามกฎเกณฑ์ แต่ยังครอบคลุมถึงการสนับสนุนการระดมทุน การจัดสรรและดูแลเงินทุน การกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีและการปรับเปลี่ยนองค์กร
นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) กล่าวว่า นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับความสามารถในการเปรียบเทียบข้อมูล โดย Big Four นำมาตรฐานสากลด้านการสอบบัญชี ธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการเปิดเผยข้อมูลมาประยุกต์ใช้ ช่วยให้องค์กรไทยได้รับการประเมินและสร้างความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกับองค์กรในตลาดสำคัญของโลก
ในช่วงที่ไทยต้องการดึงดูดเงินทุนระยะยาว การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวจึงมีความสำคัญทั้งต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เงินทุนจากสถาบัน และการจัดหาเงินทุนที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ความคาดหวังของนักลงทุนต่างชาติก็เพิ่มขึ้น ทั้งด้านการรายงานผลการดำเนินงานทางการเงิน การกำกับดูแล ความเสี่ยงไซเบอร์ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระบบควบคุมภายใน ซึ่งเป็นส่วนที่ Big Four มีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาและสร้างความน่าเชื่อถือ
ระบบนิเวศแข็งแกร่ง ต้องมี Big Four ครบ
การมี Big Four ครบทั้ง 4 ราย ถูกมองว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศตลาดทุน เนื่องจากแต่ละรายมีจุดแข็งแตกต่างกัน ทั้งความเชี่ยวชาญเฉพาะอุตสาหกรรม วิธีการทำงาน เครือข่ายระดับโลก และประสบการณ์จากหลากหลายภูมิภาค ความหลากหลายดังกล่าวช่วยสร้างทางเลือกและความยืดหยุ่นให้แก่บริษัท โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่และธุรกิจที่มีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้เฉพาะด้านและเครือข่ายระดับโลก
นอกจากนี้ การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพยังต้องอาศัยทางเลือกและการหมุนเวียนผู้ให้บริการ ภายใต้กรอบความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชี หากตลาดมี Big Four ไม่ครบทั้ง 4 ราย การหมุนเวียนผู้สอบบัญชีอาจกลายเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปแบบ และทำให้ทางเลือกของคณะกรรมการบริษัทลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อเป้าหมายด้านความเป็นอิสระในท้ายที่สุด
บทบาทของ Big Four ยังครอบคลุมไปถึงธุรกรรมควบรวมและซื้อกิจการ การให้คำปรึกษาด้านภาษีและโครงสร้างธุรกิจ การปรับเปลี่ยนด้านการเงินและการบริหารความเสี่ยง รวมถึงไซเบอร์ เทคโนโลยี การบูรณาการระบบ และโครงการปรับเปลี่ยนองค์กรขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม บริการบางประเภทไม่สามารถดำเนินควบคู่กับงานสอบบัญชีได้ เนื่องจากมีกฎเกณฑ์ด้านความเป็นอิสระกำกับอยู่ ดังนั้น การมีผู้ให้บริการระดับโลกอย่างครบถ้วนจึงช่วยเพิ่มทางเลือกให้องค์กรสามารถเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมกับลักษณะงาน โดยไม่กระทบมาตรฐานการกำกับดูแล
คุมเข้มควบคู่สร้างแรงจูงใจ ยกระดับทั้งระบบ
อีกโจทย์สำคัญคือการทำให้มาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นเดินหน้าไปพร้อมกับมาตรการสร้างแรงจูงใจ โดยการยกระดับกฎเกณฑ์เกี่ยวกับโครงสร้างบริษัทและความโปร่งใส ควบคู่กับโครงการ JUMP+ ถือเป็นแนวทางคู่ขนานที่ช่วยทั้ง “กำกับ” และ “เสริมศักยภาพ” บริษัทจดทะเบียน
นายรพี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนต้องดำเนินควบคู่ไปกับเศรษฐกิจในวงกว้าง เพราะเมื่อบริษัทเพิ่มความโปร่งใส นอกจากช่วยดึงดูดนักลงทุนแล้ว ยังเพิ่มความยืดหยุ่น ความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืน
การยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งการจัดสรรเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ การลดต้นทุนทางการเงิน และการส่งเสริมการลงทุนระยะยาว ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงผลิตภาพ นวัตกรรม และการสร้างงาน
“ตลาดทุนที่มุ่งเน้นการเติบโต คือตลาดที่สร้างความเชื่อมั่นให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ ไม่ใช่ทำเป็นครั้งคราว” นายรพีกล่าว พร้อมชี้ว่าผู้สอบบัญชีภายนอกที่มีมาตรฐานวิชาชีพสูงมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นเชิงสถาบัน
ท่ามกลางโลกที่เงินทุนเคลื่อนย้ายรวดเร็ว การยกระดับมาตรฐานกำกับดูแลให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย โดยมาตรฐาน ระบบ และบริการที่สร้างความน่าเชื่อถือ จะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นและวางรากฐานการเติบโตของตลาดทุนไทยในระยะยาว







