
ก.ล.ต. เปิดสถิติตลาดทุนครึ่งแรกปี ESG โต บัญชีม้าทะลุ 6 หมื่นบัญชี
ก.ล.ต. เปิดภาพตลาดทุนครึ่งปี 69 เงินลงทุน ESG โตแรง ขณะที่ภัยหลอกลงทุนพุ่งกว่า 150% บัญชีม้าดิจิทัลทะลุ 6 หมื่นบัญชี เตือนนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง
KEY
POINTS
- ครึ่งแรกของปี 2569 การลงทุนในกลุ่มยั่งยืน (ESG) เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยกองทุน Thai ESG มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้น 89.05% และตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนมียอดเสนอขายเพิ่มขึ้น 4.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
- ปัญหาบัญชีม้าในสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงน่ากังวล โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มีการระงับบัญชีม้าสะสมแล้วกว่า 60,968 บัญชี ซึ่งเพิ่มขึ้น 27.83% จากสิ้นปี 2568
- ภัยหลอกลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ทวีความรุนแรงขึ้น โดยประชาชนขอคำปรึกษาจาก ก.ล.ต. เพิ่มขึ้นกว่า 150% ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายมีการดำเนินคดีทั้งทางอาญาและแพ่งกับผู้กระทำผิดจำนวนมาก
ครึ่งแรกปี 2569 ตลาดทุนไทยสะท้อนภาพที่เคลื่อนไปพร้อมกันสองด้าน ด้านหนึ่ง เงินลงทุนไหลเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง แต่อีกด้านหนึ่ง ภัยหลอกลงทุนและการใช้บัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลยังเพิ่มขึ้น ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายมีทั้งจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายในระดับที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
ข้อมูลสถิติสำคัญประจำไตรมาส 2 และช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงไม่ได้สะท้อนเพียงทิศทางการเติบโตของตลาดทุน แต่ยังฉายภาพ “คุณภาพของตลาด” ผ่านการระดมทุนอย่างยั่งยืน การคุ้มครองผู้ลงทุน และการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
เงินลงทุนยั่งยืนเติบโตทั้งตราสารหนี้–กองทุนรวม
หนึ่งในแนวโน้มที่โดดเด่นคือ ผลิตภัณฑ์การลงทุนในกลุ่มความยั่งยืนยังได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตลาดตราสารหนี้และกองทุนรวม สะท้อนว่าประเด็น ESG กำลังขยับจากการเป็นเพียงทางเลือก ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรเงินลงทุนในตลาดทุนไทย
ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนเฉพาะตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. มีมูลค่าการเสนอขายรวม 25,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,200 ล้านบาท หรือ 4.94% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีมูลค่าการเสนอขาย 24,300 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคเอกชนที่ยังให้ความสำคัญกับการระดมทุนเพื่อรองรับโครงการและกิจกรรมด้านความยั่งยืน
ขณะที่กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 69,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32,784 ล้านบาท หรือ 89.05% จาก 36,816 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 และเพิ่มขึ้น 13.55% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 โดยจำนวนกองทุนเพิ่มขึ้น 4 กองทุนจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แรงสนับสนุนสำคัญมาจากการปรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในช่วงปี 2567–2569 โดยเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีจาก 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท พร้อมลดระยะเวลาถือครองจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี ทำให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนที่ต้องการลงทุนระยะยาวควบคู่กับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังควรพิจารณานโยบายการลงทุน สัดส่วนสินทรัพย์ ค่าธรรมเนียม และความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเองควบคู่กันไป เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่ใช่หลักประกันว่ากองทุนจะสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในทุกสภาวะตลาด
SRI Fund โต 74.58% รับแรงหนุน Thai ESGX
กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืนตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล หรือ SRI Fund มี NAV ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 143,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61,333 ล้านบาท หรือ 74.58% จาก 82,244 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 และเพิ่มขึ้น 16.23% จากสิ้นปี 2568
จำนวน SRI Fund เพิ่มขึ้น 18 กองทุนจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการภาครัฐที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมผ่านกองทุนรวม Thai ESGX ในช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน 2568
นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนให้ความสำคัญกับกระบวนการลงทุนอย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยมีกองทุน ESG ซึ่งเดิมไม่ได้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ SRI Fund จำนวน 9 กองทุน ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและปรับสถานะเป็น SRI Fund
ภาพดังกล่าวมีนัยต่อนักลงทุน เพราะการเติบโตของกองทุน ESG ไม่ได้วัดจากจำนวนเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาคุณภาพการเปิดเผยข้อมูล วิธีคัดเลือกสินทรัพย์ และกระบวนการติดตามผลด้านความยั่งยืนของแต่ละกองทุนด้วย
NAV กองทุนรวมแตะ 6.16 ล้านล้านบาท
เมื่อพิจารณาอุตสาหกรรมกองทุนโดยรวม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กองทุนรวมมี NAV รวม 6.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.73 แสนล้านบาท หรือ 16.51% จาก 5.29 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568
ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมี NAV รวม 1.70 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.85 แสนล้านบาท หรือ 12.19% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกองทุนรวมและเงินออมเพื่อการเกษียณในฐานะแหล่งเงินลงทุนระยะยาวของระบบตลาดทุนไทย
ภัยหลอกลงทุนพุ่ง–ประชาชนขอคำปรึกษาเพิ่มกว่า 150%
ท่ามกลางการเติบโตของผลิตภัณฑ์ลงทุน ความเสี่ยงจากการหลอกลวงกลับเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของช่องทางออนไลน์ โดยระหว่างวันที่ 1 มกราคม–30 มิถุนายน 2569 “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต.” รับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการหลอกลงทุนรวม 4,530 ครั้ง
ในจำนวนดังกล่าว เป็นการให้คำปรึกษาแก่ประชาชนผ่านสายด่วนรวม 4,156 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากกว่า 150% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 สะท้อนว่าภัยหลอกลงทุนยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะการแอบอ้างชื่อบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ หน่วยงานกำกับดูแล หรือเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติผ่านโซเชียลมีเดีย
ก.ล.ต. ยังประสานงานเพื่อปิดกั้นช่องทางหลอกลวงแล้ว 374 ครั้ง โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสามารถปิดกั้นช่องทางที่ได้รับแจ้งได้ทั้งหมด ใช้เวลาตั้งแต่ 7 นาทีถึง 48 ชั่วโมง
ตัวเลขดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจว่า ก่อนโอนเงินหรือตัดสินใจลงทุน นักลงทุนควรตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจและผลิตภัณฑ์ลงทุนผ่านช่องทางทางการของ ก.ล.ต. รวมถึงไม่ควรเชื่อเพียงภาพโฆษณา ยอดผู้ติดตาม หรือบุคคลที่ถูกนำมาแอบอ้าง
ระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลสะสมกว่า 6 หมื่นบัญชี
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ขยายตัวคือบัญชีม้าในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลระงับบัญชีม้าสะสมแล้ว 60,968 บัญชี เพิ่มขึ้น 27.83% จาก 47,692 บัญชี ณ สิ้นปี 2568
การเพิ่มขึ้นของบัญชีที่ถูกระงับสะท้อนทั้งความเข้มข้นของกระบวนการตรวจสอบและขนาดของปัญหาที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะการรับจ้างเปิดบัญชี การยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชี หรือการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลไปยังกระเป๋าที่ไม่สามารถตรวจสอบตัวตนและวัตถุประสงค์ได้
ครึ่งปีแรกกล่าวโทษคดีอาญา 23 คดี
ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้กระทำผิดต่อพนักงานสอบสวน ทั้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวม 23 คดี มีผู้ถูกกล่าวโทษ 67 ราย
ขณะเดียวกัน มีการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดจำนวน 108 ราย คิดเป็นค่าปรับรวม 30 ล้านบาท
ส่วนการดำเนินคดีทางแพ่ง มีผู้กระทำผิด 29 ราย จาก 7 คดี ตกลงทำบันทึกยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง หรือ ค.ม.พ. กำหนด โดยมีค่าปรับทางแพ่งรวม 662.70 ล้านบาท และเงินชดใช้เท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิดรวม 519.44 ล้านบาท
เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิดดังกล่าวถือเป็นรายได้แผ่นดิน และได้นำส่งกระทรวงการคลังแล้ว
สำหรับผู้กระทำผิดที่ไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง ก.ล.ต. ได้ขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องผู้กระทำผิดต่อศาลแพ่งในอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด จำนวน 17 ราย
ข้อมูลครึ่งแรกของปี 2569 จึงชี้ให้เห็นว่า ตลาดทุนไทยไม่ได้เติบโตเพียงด้านมูลค่าสินทรัพย์และจำนวนผลิตภัณฑ์ลงทุนเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญโจทย์ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุน การยกระดับความน่าเชื่อถือ และการจัดการพฤติกรรมที่บั่นทอนความเป็นธรรมของตลาด
สำหรับนักลงทุน โอกาสจากการเติบโตของกองทุนและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนยังมีอยู่ แต่ต้องเดินควบคู่กับการตรวจสอบข้อมูล การทำความเข้าใจความเสี่ยง และการเลือกลงทุนผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาต เพราะในตลาดทุน “ผลตอบแทน” อาจเป็นสิ่งที่นักลงทุนมองหา แต่ “ความน่าเชื่อถือ” คือสิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเสมอ







