thansettakij
thansettakij
BLS ชี้ SET ขาขึ้น ลุ้นชนเป้า 1,700 จุด เปิด 5 ธีมหุ้นเด่นรับเงินนอกไหลเข้า

SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด บล.บัวหลวง เปิด 5 ธีม หุ้นเด่น รับเงินต่างชาติไหลเข้า

11 ส.ค. 69 | 04:34 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ส.ค. 69 | 04:35 น.

บล.บัวหลวง มอง SET Index ช่วง 5 เดือนท้ายแกว่งขึ้นในกรอบ 1,580-1,700 จุด รับกำไรบจ.-เงินทุนต่างชาติไหลเข้า เปิด 5 ธีม 13 หุ้นเด่น พร้อมเตือนเลี่ยงอสังหาฯ-AMC

KEY

POINTS

  • บล.บัวหลวง (BLS) ประเมิน SET Index ช่วง 5 เดือนหลังของปีเป็นทิศทางขาขึ้น (Sideway Up) โดยมีเป้าหมายที่กรอบ 1,580-1,700 จุด
  • ปัจจัยหนุนสำคัญคือกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลเข้าต่อเนื่อง คาดว่ายังมีโอกาสไหลเข้าได้อีก ประกอบกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตแข็งแกร่ง
  • แนะนำ 5 ธีมหุ้นเด่นเพื่อรับตลาดขาขึ้น ได้แก่ กลุ่มเติบโตระยะยาว (พลังงาน), กลุ่มปันผลสูง (ธนาคาร), กลุ่มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ, กลุ่มรับประโยชน์จากภัยแล้ง และกลุ่มป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ

ตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2569 ยังมีโอกาสเดินหน้าต่อ แม้ต้องเผชิญความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และกำลังซื้อในประเทศที่เปราะบาง หลังแรงหนุนจากกำไรบริษัทจดทะเบียน การปรับเพิ่มประมาณการ EPS และกระแสเงินทุนต่างชาติ ช่วยเปิดทางให้ SET Index มีโอกาสทดสอบระดับ 1,700 จุด

ท่ามกลางตลาดที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง บล.บัวหลวงแนะใช้กลยุทธ์ Barbell Strategy สร้างสมดุลระหว่างหุ้นเติบโตสูงกับหุ้นปันผล พร้อมเปิด 5 ธีม 13 หุ้นน่าสะสม รับกระแส Data Center เศรษฐกิจฟื้น และเงินทุนไหลเข้า ควบคู่การกระจายพอร์ตสู่ตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ยังโดดเด่นด้านการเติบโตของผลประกอบการ

นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนหลังของปี 2569 ว่า SET Index ยังมีทิศทางขาขึ้นในลักษณะ Sideway Up โดยให้กรอบไว้ที่ 1,580-1,700 จุด

6 แรงสนับสนุนหุ้นไทย

1. ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยในครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่งในรอบหลายปี ส่งผลให้ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดถูกปรับเพิ่มราว 4% มาอยู่ที่ 103 บาท 

2. ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงช่วง 80–85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความไม่สงบด้านภูมิรัฐศาสตร์แต่ไม่ลุกลาม ช่วยหนุนกำไรกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี

3. ตลาดหุ้นไทยยังได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI ทั่วโลก ที่เร่งให้เกิดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามายังไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ส่งผลให้เกิดความต้องการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

4. กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าต่อเนื่อง เฉพาะเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ไหลเข้าสุทธิสูงถึง 47,000 ล้านบาท ส่งผลให้นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ยอดซื้อสุทธิราว 74,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากอิงสถิติในอดีต ช่วงวัฏจักรภาคการผลิตโลกฟื้นตัวเช่นปัจจุบัน การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติจะนานประมาณ 10–12 เดือน มูลค่าเฉลี่ยประมาณ 160,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเข้ามาแล้วประมาณ 74,000 ล้านบาท ทำให้ตลาดหุ้นยังมี Upside จากเงินทุนไหลเข้าเพิ่มเติม

5. ปัจจัยหนุนสำคัญจากความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) และแนวทางการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อเร่งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาด รองรับการเติบโตของ Data Center โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC จะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า

6. แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ราว 3.75% ในปีนี้ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ยืนสูงจะสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวกต่อกลุ่มหุ้นปันผลสูง (Defensive Yield) เช่น กลุ่มธนาคารและสื่อสาร

นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนหลังของปี 2569

5 ธีมหุ้นเด็ดน่าสะสม

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนใน 5 เดือนหลังนี้ แนะนำจัดพอร์ตแบบ Barbell Strategy  เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนในหุ้นเติบโตสูงและการปกป้องเงินทุนด้วยหุ้นปันผลสูง โดยแบ่งออกเป็น 5 ธีมหลัก ดังนี้

  • ธีม Long-term Growth ได้แก่ กลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้า ของ Data Center และแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP) และ Direct PPA หุ้นแนะนำ GULF, WHAUP และ GUNKUL
  • ธีม Defensive & Yield Play ได้แก่ หุ้นปันผลสูง เพื่อกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นธนาคาร ได้แรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจ บริหารความมั่งคั่งที่เติบโตดี หุ้นแนะนำ KTB 
  • ธีม Normalization & Stimulus กลุ่มที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในประเทศ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก ไอที ห้างสรรพสินค้า การท่องเที่ยวฟื้นตัว โดยเฉพาะจากจีน และอินเดีย จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว รวมถึงกลุ่มเครื่องดื่ม หุ้นแนะนำ  COM7, CRC, ERW และ CBG
  • ธีม Event Play เน้น Super El Niño  รับภัยแล้งและอากาศร้อนจัดในช่วงปลายปี ส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่แพงขึ้น และอากาศร้อนอาจหนุนความต้องการเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น หุ้นแนะนำ CPF, BTG และ ICHI
  • ธีม Geopolitical & Inflation Hedge กลุ่มป้องกันความเสี่ยงสงครามและภาวะเงินเฟ้อ ได้แก่ หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีต้นน้ำ ช่วยจำกัดความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ทรงตัวสูง หุ้นแนะนำ PTT, PTTGC

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา

สำหรับปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลัง ยังเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไม่น่าจะขยายตัวเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ อาจสร้างความผันผวนต่อราคาโภคภัณฑ์ กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง แม้หนี้ครัวเรือนปรับลดลงมาจากระดับสูงสุดสู่ระดับประมาณ 86% ของ GDP แต่ยังถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดดันการบริโภค ประกอบกับต้นทุนพลังงานและดีเซลที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง จะกดดันกำลังซื้อของกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม

ดังนั้น กลุ่มที่แนะนำเลี่ยงการลงทุน ได้แก่ 1.หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวสูงต่อกำลังซื้อในประเทศยังเปราะบางและกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างจำกัด จากภาวะหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และ2.กลุ่มบริหารสินทรัพย์ (AMC) เช่น BAM จากความท้าทายในการเก็บหนี้เงินสด (Cash Collection) 

สำหรับกลุ่มเทคโนโลยี ยังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมาก (Bullish) แม้ราคาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะมีการปรับฐานในระยะสั้นจากความตึงตัวของการเก็งกำไร และการใช้ Leverage สูงเกินไปในอดีต แต่ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน กำไรของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งกว่าคาด

ในการประเมิน มูลค่าหุ้น (Valuation) ของกลุ่มเทคฯในปัจจุบัน ไม่ควรดูเพียงค่า P/E Ratio เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเทคโนโลยี AI และ Cloud ถือเป็น S-Curve ใหม่ที่มีวัฏจักรการลงทุนยาวนานถึง 10 ปี โดยระยะแรกจะเป็นช่วงการลงทุนใน Infrastructure Tech ก่อนจะขยายไปสู่ระดับแอพพลิเคชันและผู้บริโภค หลังจากนั้นจะเป็นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ระยะยาว

"หุ้นเทคโนโลยีโลกในช่วงนี้ ปรับฐานลงมาราว 10% ใกล้เข้าสู่ช่วงสร้างฐาน  แนะนำสะสมกลุ่ม Quality Growth ที่มีผลกำไรและมูลค่ารองรับชัดเจน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีไทยซึ่งเน้นการอิงธีมในอนาคต แนะนำเพียงซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้น"นายพิริยพล กล่าว

จัดพอร์ตกระจายลงทุน หุ้นสหรัฐฯ ยังเด่น 

ด้านนายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การจัดพอร์ตการลงทุนใน 5 เดือนหลัง แนะนำหุ้นสัดส่วน 74% ตราสารหนี้ 22% และสินทรัพย์ทางเลือก+ทองคำ 4% โดยมองตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าสนใจที่สุด และมีผลประกอบการเติบโตดี

แนะนำลงทุนหุ้นสหรัฐฯ สัดส่วน 43%  หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ 5%  ญี่ปุ่น 3% รวมถึงการเริ่มทยอยสะสมหุ้นในตลาดหุ้นอินเดีย 6% เกาหลีใต้ 5%  หุ้นเทคโนโลยีจีน 8% 

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

ขยายฐาน Wealth Advisor ผลักดัน Block Trade รับตลาดขาขึ้น

ทั้งนี้ บล.บัวหลวง ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ด้วยการต่อยอดจากธุรกิจหลักที่เป็นโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้น ไปสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุน (Wealth Advisor) และผู้ส่งมอบโซลูชันการลงทุน (Investment Solution) อย่างครบวงจรเพิ่มขึ้น

เพื่อแก้ปัญหา Pain Point ของนักลงทุนที่ไม่รู้วิธีการปรับพอร์ตหรือสลับสับเปลี่ยนสินทรัพย์ ด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เข้าถึงง่ายและช่วยกระจายความเสี่ยง ประกอบด้วย

  • ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่อิงหุ้นรายตัว ได้กลายเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถกระจายพอร์ตไปยังต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีแผนออก DR ใหม่ๆ ต่อเนื่องและคาดว่าปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% 
  • DR Global Index ทางเลือกในการสร้างพอร์ตโฟลิโอเบื้องต้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง แต่ยังไม่พร้อมรับความเสี่ยงหุ้นรายตัว โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก ช่วงที่ผ่านมา DR ของบริษัททำสถิติยอดการเติบโตสูงสุดใหม่ (New High) อย่างต่อเนื่องทุกเดือน เป็นหนึ่งโปรดักส์การลงทุนที่สร้างรายได้ให้บริษัท 
  • Structured Notes หรือ หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง มีการเติบโตที่ดีเช่นกัน สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนในภาวะตลาดผันผวนได้ดี สร้างยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนทำ New High ทะลุสถิติปี 2567 เป็นที่เรียบร้อย
  • Auto Top Fund แพ็คเกจการลงทุนอัตโนมัติในกองทุนรวมแบบ Asset Mix ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างสูงจากนักลงทุน

พร้อมกันนี้ เตรียมผลักดัน Block Trade บริการเครื่องมือสร้าง leverage ที่คาดว่าจะกลับมาเติบโตเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้อย่างมีนัยสำคัญอีกครั้งในช่วงตลาดเป็นขาขึ้น ซึ่งข้อดีของ Block Trade ช่วยให้นักลงทุนที่มีการเทรดตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป สร้างอัตราคูณผลตอบแทน (Leverage) ได้สูงโดยใช้วางเงินวางหลักประกันเพียง 10-15% ของมูลค่าหุ้น เมื่อเทียบกับบัญชี Margin ที่ต้องใช้วางเงินประกันราว 50% เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำรอบการซื้อขาย (Turnover) ได้เร็วในสภาวะตลาดหุ้นขาขึ้น

"เป้าหมายของ บล.บัวหลวง ไม่ใช่เพียงการเสนอบริการซื้อขายหลักทรัพย์ แต่คือการสร้าง Ecosystem การลงทุนที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้าง Wealth ได้จริงอย่างยั่งยืน ผ่านผลิตภัณฑ์และคำแนะนำที่ตรงกับระดับความเสี่ยงของแต่ละคน" นายชัยพร กล่าว