thansettakij
thansettakij
S&P 500 กลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์ AI ดันมูลค่าพุ่งเทียบชั้นหุ้นเทคโนโลยี

S&P 500 กลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์ AI ดันมูลค่าพุ่งเทียบชั้นหุ้นเทคโนโลยี

27 ก.ค. 69 | 01:24 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.ค. 69 | 01:35 น.

การเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI กำลังเปลี่ยนโฉมภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น และมีระดับ P/E สูงสุดในรอบหลายปี

KEY

POINTS

  • มูลค่าหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 พุ่งสูงขึ้นจนมีระดับเทียบเท่ากับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI
  • การแข่งขันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI ทำให้เกิดความต้องการด้านการก่อสร้าง, เครื่องจักร, และการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อบริษัทในภาคอุตสาหกรรม
  • นอกเหนือจากกระแส AI แล้ว สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกยังกระตุ้นให้งบประมาณด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและกลาโหม

ในช่วงที่การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกกระตุ้นการใช้จ่ายมหาศาล ภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจดั้งเดิม กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนในระดับที่ทัดเทียมกับหุ้นเทคโนโลยี

ปัจจุบัน หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร (Price-to-Earnings Ratio: P/E) สูงกว่า 30 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่นักลงทุนมักเชื่อมโยงกับหุ้นเติบโตสูง และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้ระดับ 20 เท่าอย่างชัดเจน

รายงานจาก CNBC อ้างอิงบทสนทนา ซินเธีย เมอร์ฟี (Cinthia Murphy) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ VettaFi  ในรายการ "ETF Edge" ระบุว่า หากดู Industrial Select Sector SPDR (XLI) ของ State Street จะพบว่าระดับมูลค่าซื้อขายสูงมากเมื่อเทียบกับ S&P 500  มูลค่าซื้อขายของกลุ่มนี้อยู่ในระดับเดียวกับหุ้นเทคโนโลยี จึงถือเป็นภาคธุรกิจที่กำลังอยู่ในช่วงได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุน

ทั้งนี้ การแข่งขันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในยุคที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้กลายเป็นวาระสำคัญของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

โดย Alphabet เปิดเผยพร้อมผลประกอบการเมื่อวันพุธว่า บริษัทคาดว่ารายจ่ายฝ่ายทุน (Capex) ในปีนี้จะอยู่ที่ 195,000-205,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 180,000-190,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ข้อมูลประมาณการของ McKinsey & Company ระบุว่า การลงทุนดังกล่าวจะยังไม่ชะลอตัว โดยรายงานคาดว่าการใช้จ่ายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกอาจแตะเกือบ 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ซึ่งเม็ดเงินส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์และอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)

Alphabet เตือน ตัวเลขการลงทุนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นอีกในปี 2027

AI เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เเละยังมีโครงสร้างพื้นฐานหลักอีกจำนวนมากที่ต้องสร้าง และนั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม

สอดคล้องกับ เจนเซน หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia ระบุในบทความเมื่อเดือนมีนาคม ว่า ปัจจุบันมีการลงทุนไปเพียงไม่กี่แสนล้านดอลลาร์ แต่ยังมีโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ที่ต้องสร้าง นี่กำลังกลายเป็นโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

โครงการส่วนใหญ่ในระยะต่อไปของการขยายดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วสหรัฐฯ คาดว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ชนบท เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาล การขยายระบบโครงข่ายไฟฟ้าในพื้นที่ชนบทจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น

ปัจจุบัน ระบบโครงข่ายไฟฟ้าในพื้นที่ชนบทของสหรัฐฯ ยังมีขีดความสามารถในการรองรับไฟฟ้าสูงสุดค่อนข้างจำกัด แต่ขณะนี้กำลังมีการผลักดันให้พัฒนาโครงการที่ใช้ไฟฟ้าสูงกว่าศักยภาพเดิมถึง 20 เท่า ส่งผลให้ความต้องการด้านอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ประชาชนในหลายพื้นที่จะเริ่มคัดค้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์

ความต้องการดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ประชาชนในหลายพื้นที่จะเริ่มคัดค้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ เนื่องจากกังวลว่าระบบไฟฟ้าจะตึงตัวมากขึ้นและค่าไฟฟ้าจะปรับสูงขึ้น

การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วสหรัฐฯ จำเป็นต้องสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยแห่งใหม่ เพิ่มศักยภาพเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ความเร็วสูง และพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ประหยัดพลังงานรุ่นใหม่

นอกจากนี้ ยังต้องใช้กำลังการผลิตไฟฟ้า อุปกรณ์สำรองไฟ เครื่องจักรก่อสร้าง และซอฟต์แวร์ด้านระบบไฟฟ้าจำนวนมาก เพื่อรองรับการขยายตัวของระบบ

ผลจากปัจจัยดังกล่าวทำให้บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 20.89% และ 14.16% ของสินทรัพย์ในกองทุน XLI ตามลำดับ มีราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก

Caterpillar ซึ่งเป็นหุ้นที่มีน้ำหนักสูงสุดในกองทุน และ GE Vernova ซึ่งมีน้ำหนักสูงสุดอันดับ 3 ในดัชนีอุตสาหกรรม ต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 50% ในปีนี้ โดย Caterpillar เพิ่มขึ้นเกือบ 160% เมื่อเทียบกับสองปีก่อน

GE Vernova ยังคงได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI แม้ว่าธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของบริษัทจะได้รับผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมพลังงานลม ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลงหลังประกาศผลประกอบการในสัปดาห์นี้ แม้ว่าบริษัทจะมีงานในมือ (Backlog) มูลค่า 176,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาส 2

ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ Emerson Electric ซึ่งเป็นหุ้นลำดับที่ 29 ของกองทุน XLI ซื้อขายสูงกว่าระดับเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 เกือบ 20% แม้ว่าจะเผชิญผลตอบแทนติดลบเล็กน้อยในช่วงปีที่ผ่านมา

ส่วน Hubbell ซึ่งเป็นหุ้นลำดับที่ 60 ของกองทุน ปรับตัวขึ้น 30% ในช่วงสองปีนับจากเดือนกรกฎาคม 2024

อย่างไรก็ตาม ภายในกองทุน XLI ไม่ได้มีเพียงกระแส AI เท่านั้นที่ช่วยสนับสนุนมูลค่าหุ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวกองทุน ETF กลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่าหลายสิบกองทุน เพื่อเจาะโอกาสการลงทุนเฉพาะด้านภายในภาคอุตสาหกรรม

"ปัจจุบันมีกองทุน ETF กลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่า 60 กองทุน และตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีกระแสเงินลงทุนสุทธิไหลเข้ารวมประมาณ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ" เมอร์ฟีระบุในอีเมลถึง CNBC

"ไม่เพียงแต่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมจะให้ผลตอบแทนเหนือกว่าตลาด แต่กองทุน ETF กลุ่มนี้ยังมีแรงส่งด้านการระดมสินทรัพย์มากกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับแนวโน้มการเติบโตระยะยาวจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมถึงธีมอุตสาหกรรมการบินและกลาโหม"

Lockheed Martin ซึ่งเป็นหนึ่งใน 20 หุ้นที่มีน้ำหนักสูงสุดในดัชนีอุตสาหกรรม ได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของงบประมาณกลาโหมทั้งในสหรัฐฯ และหลายประเทศทั่วโลก ท่ามกลางสถานการณ์สงครามหลายพื้นที่

บริษัทเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสที่สูงกว่าคาดทั้งกำไรและรายได้ ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งกว่า 10% หลังประกาศผลประกอบการเมื่อวันพฤหัสบดี 

ทั้ง Lockheed Martin และ RTX Corp. ซึ่งเป็นหุ้นอันดับ 4 ของกองทุน XLI ต่างปรับตัวขึ้นราว 35% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

กองทุน ETF กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2026 ข้อมูลจาก ETFdb.com เเละกระแสเงินลงทุนสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี) 

  1. iShares Defense Industrials Active ETF (IDEF) 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  2. State Street Industrial Select Sector SPDR (XLI) 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  3. GlobalX Defense Tech ETF (SHLD) 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  4. First Trust RBA American Industrial Renaissance ETF (AIRR) 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  5. Tema Space Innovators ETF (NASA) 2.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

บริษัทด้านอากาศยานและกลาโหมมีสัดส่วนประมาณ 25% ของพอร์ตการลงทุนในกองทุน XLI และได้รับแรงหนุนไม่เพียงจากการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้น แต่ยังรวมถึงกระแสความนิยมของหุ้นอวกาศในช่วงที่ผ่านมา และแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจอวกาศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวเริ่มชะลอลง โดยกองทุน NASA ETF ปรับตัวลดลงเกือบ 20% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

จอน เมเยอร์ (Jon Maier) หัวหน้านักกลยุทธ์ด้าน ETF ของ J.P. Morgan กล่าวในรายการ "ETF Edge ว่า ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลมากขึ้น การลงทุนด้านกลาโหมและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อภาคอุตสาหกรรม ความมั่นคงและความยืดหยุ่นมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ

ภาคการบินเชิงพาณิชย์แบบดั้งเดิมก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของกลุ่มอุตสาหกรรมเช่นกัน โดยมี Boeing ซึ่งเป็นหนึ่งใน 10 หุ้นที่มีน้ำหนักสูงสุดในกองทุน XLI รวมถึง Delta Air Lines

เอ็ด บาสเตียน (Ed Bastian) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Delta เปิดเผยกับ CNBC เมื่อไม่นานมานี้ว่า ธุรกิจของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง โดยความต้องการเดินทางทางอากาศยังอยู่ในระดับสูง แม้อัตราค่าโดยสารจะยังสูงต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังแข็งแกร่ง

หุ้นของ Delta ปรับตัวขึ้น 45% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังกดดันอัตรากำไรของสายการบิน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศโดยตรงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน