
i-Store เดินเกม Asset Light ขยาย 18 สาขา ตั้งเป้าขยับเข้าระดมทุน mai ในปี 72
i-Store เร่งเครื่องธุรกิจ Self Storage ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โตเกิน 100% ขยายครบ 18 สาขา อัดงบลงทุน 200 ล้านบาท พร้อมปูทางเข้าตลาด mai ภายในปี 2572 ดึงนักลงทุนจับตาแผนเติบโตระยะยาว
KEY
POINTS
- i-Store เดินหน้าขยายธุรกิจด้วยกลยุทธ์ Asset Light โดยเน้นการร่วมทุน (JV) และการรับจ้างบริหาร (SM) ตั้งเป้าขยายสาขาให้ครบ 18 แห่งภายในปี 2569
- วางเป้าหมายสูงสุดในการย้ายบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในปี 2572
- การเข้าตลาด mai มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีสาขาเปิดให้บริการทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง และสร้างผลกำไรสุทธิตามเกณฑ์ที่กำหนด
ท่ามกลางการขยายตัวของเมือง พื้นที่อยู่อาศัยที่มีขนาดเล็กลง และการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทำให้ธุรกิจให้บริการพื้นที่จัดเก็บทรัพย์สินส่วนบุคคล (Self Storage) กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในทำเลใจกลางเมืองที่มีความต้องการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
นายภักดี อนิวรรตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ i-Store ผู้ให้บริการพื้นที่จัดเก็บทรัพย์สินส่วนบุคคลภายใต้แบรนด์ i-Store เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมธุรกิจให้บริการห้องเก็บของหรือเก็บทรัพย์สินส่วนตัว (Self Storage) ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 เชื่อว่ายังคงมีอัตราการขยายตัวที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กางแผนปี 69 รายได้โต 100%
สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้พักอาศัยในคอนโดซึ่งมีพื้นที่ในการจัดเก็บของที่ค่อนข้างจำกัด รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยว และนักสะสม ตลอดจนลูกค้ากลุ่มธุรกิจ E-commerce ที่ต้องการจุดพักสินค้า (Micro-fulfillment) ที่มีเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2569 นี้ บริษัทวางเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไว้ที่มากกว่า 100% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เชื่อว่าการเติบโตจะทยอยเกิดขึ้นตามการเปิดสาขาใหม่และการเพิ่มขึ้นของจำนวนยูนิตให้บริการ ซึ่งเมื่อมีผู้เช่าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น รายได้ก็จะค่อยๆ เติบโตตามการขยายเครือข่าย
"บริษัทตั้งเป้าหมายปรับสัดส่วนผู้ใช้บริการกลุ่มลูกค้าผู้พักอาศัย นักท่องเที่ยว นักสะสม 60% และนิติบุคคลเป็น 40% เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและสมดุล (Stable Revenue) โดยเน้นพัฒนาบริการตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจ SME และ E-commerce ที่ต้องการพื้นที่ Micro-fulfillment ในทำเลใจกลางเมือง ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้รายได้รวมของบริษัทฯ เติบโตขึ้นประมาณ 200%"
ปักธงมี 18 สาขา ในปี 69
ปัจจุบัน i-Store มีสาขาให้บริการแล้วจำนวน 13 แห่ง ได้แก่ 1.สาขาสีลม, 2.สุขุมวิท 24, 3.สุขุมวิท 71, 4.สาทร วัน, 5.หัวลำโพง, 6.อุดมสุข, 7.อ่อนนุช, 8.จตุจักร, 9.เพลินจิต-นานา, 10.ทองหล่อ 9, 11.สุรวงศ์-สีลม, 12.สาขาเอนเทอร์-ดอนเมือง และ 13.เตรียมเปิดตัวสาขาเอกมัย
ทั้งนี้ ในปี 2569 i-Store ตั้งเป้าหมายขยายสาขาให้ครบ 18 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ได้เปิดดำเนินการสาขาใหม่ไปแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ สาขาวุฒากาศ-สุรวงศ์ สาขาเอกมัย และสาขาดอนเมือง และมีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 5 สาขาในช่วงครึ่งปีหลังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
กลยุทธ์หลักในการขยายตัวจะมุ่งเน้นการใช้โมเดลธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งการลงทุนเอง การร่วมทุน (Joint Venture - JV) และการรับจ้างบริหารพื้นที่ (Storage Management - SM) ซึ่งโมเดล SM ถือเป็นกลยุทธ์ Asset Light ที่ช่วยให้บริษัทขยายสาขาได้รวดเร็วโดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด เนื่องจากเจ้าของที่ดินจะเป็นผู้ลงทุนค่าก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่ 100%
รุกปั้นสาขาใหม่ - เร่งปิดดีล Landlord
ในส่วนของความคืบหน้าการเจรจาพันธมิตร ปัจจุบันมีเจ้าของที่ดินและอาคาร (Landlord) ให้ความสนใจและอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการประมาณ 5-6 ราย โดยเฉพาะกลุ่มอาคารสำนักงานในทำเลศักยภาพที่มีพื้นที่ว่างและต้องการปรับเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่เก็บของเพื่อสร้างรายได้ประจำ
สำหรับโครงการในรูปแบบการร่วมทุน (JV) ปัจจุบันบริษัทมีโครงการใหญ่ในมือ 3 แห่ง บนทำเลดินแดง-ราชปรารภ, ราชเทวี-บรรทัดทอง และถนนเพชรบุรี ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 450 ล้านบาท คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 17,000 ตารางเมตร โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโครงการแรกที่ราชปรารภได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมขยายฐานธุรกิจไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ จังหวัดภูเก็ต คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปี 2570 และมีแผนขยายต่อเนื่องไปยังจังหวัดเชียงใหม่ พัทยา และหัวหิน เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะยาวและชาวต่างชาติที่พำนักในไทย (Expat)
อัดงบ 200 ล้าน เสริมแกร่ง
ในด้านการจัดสรรงบประมาณลงทุนในปี 2569 นั้น บริษัทวางเงินลงทุนเฉลี่ยไว้ที่ราว 150 - 200 ล้านบาทต่อปี เพื่อใช้ในการก่อสร้างสาขาใหม่ รวมถึงการลงทุนในโครงการร่วมทุน (บริษัทมีเป้าหมายในการถือครองหุ้นในสัดส่วนอย่างน้อย 25 - 45%)
โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากหลายช่องทาง ประกอบด้วย การระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งที่สอง (SPO) ในตลาด LiVE Exchange (LiVEx) จำนวน 44 ล้านหุ้น ซึ่งคาดว่าจะได้รับเงินทุนประมาณ 100 ล้านบาท สำหรับการขยายสาขาในต่างจังหวัด
ขณะที่การจำหน่ายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ KPN REIT มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนลงทุน
และการระดมทุนผ่านการทำ Tokenization (ICO) โดยใช้กระแสเงินสดจากสาขาสุขุมวิท 24 เป็นสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งตั้งเป้าระดมทุนได้ประมาณ 60 - 70 ล้านบาท ภายในไตรมาสที่ 3/2569 นี้
"ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ธุรกิจ Self Storage ได้รับการยอมรับในฐานะสินทรัพย์ลงทุนที่สามารถสร้างรายได้ประจำในระยะยาว และมีการนำทรัพย์สินประเภทนี้เข้าสู่กองทุนอสังหาริมทรัพย์และ REIT มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรม ทำให้ยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต"
ทั้งนี้ Self Storage เป็นธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของเมือง พื้นที่อยู่อาศัยที่มีขนาดเล็กลง การเติบโตของธุรกิจ E-Commerce และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการบริหารจัดการพื้นที่ใช้สอยอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วโลก
ปูทางสู่ตลาด mai ภายในปี 72
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสูงสุดของโรดแมปทางธุรกิจคือ การย้ายจากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ LiVE Exchange เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในปี 2572 โดยบริษัทตั้งเงื่อนไขที่จะมีสาขาเปิดให้บริการรวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 30 แห่งทั่วประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว
ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาด mai บริษัทมุ่งเน้นการสร้างผลประกอบการให้เป็นไปตามเงื่อนไขใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กำหนดให้ต้องมีกำไรสุทธิในปีล่าสุดไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท หรือมีกำไรรวมในช่วง 2-3 ปีล่าสุดไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท
"บริษัทเชื่อมั่นว่าด้วยแผนการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและการเพิ่มอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) ในแต่ละทำเล จะช่วยผลักดันให้กำไรสุทธิเติบโตจนถึงเกณฑ์ที่กำหนดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว"







