
ส่องงบแบงก์ Q2/69 กูรูชี้กำไรอ่อนตัว ชู KBANK-KTB-BBL เด่น รับครึ่งปีหลัง
โบรกประเมินงบแบงก์ไตรมาส 2/69 ยังเผชิญแรงกดดันจาก NIM และสินเชื่อโตช้า แม้มุมมองกำไรต่างกัน แต่ยังชู KBANK-KTB เป็นหุ้นเด่น ขณะที่ BBL และ KKP ยังน่าสนใจจากปัจจัยพื้นฐานและปันผลสูง
KEY
POINTS
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มอ่อนตัวลง จากแรงกดดันด้านรายได้ดอกเบี้ยที่ชะลอตัวและการเติบโตของสินเชื่อที่เปราะบาง
- แม้ภาพรวมกำไรจะชะลอตัว แต่นักวิเคราะห์ยังคงยกให้ KBANK, KTB และ BBL เป็นหุ้นเด่นสำหรับลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี
- ปัจจัยที่ทำให้หุ้นเด่นมีความน่าสนใจมาจากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง คุณภาพสินทรัพย์ที่ยังบริหารจัดการได้ และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จูงใจ
ฤดูกาลประกาศงบการเงินไตรมาส 2/2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์กำลังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนจับตา ท่ามกลางแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง การเติบโตของสินเชื่อที่ยังเปราะบาง และรายได้ดอกเบี้ยที่ชะลอตัว
แม้ผลประกอบการของแต่ละธนาคารอาจออกมาแตกต่างกัน แต่นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเริ่มสะท้อนภาพเดียวกันว่า หุ้นบางธนาคารยังมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนเหนือกลุ่ม จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง คุณภาพสินทรัพย์ที่ยังบริหารจัดการได้ และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจ
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อผลประกอบการหุ้นกลุ่มแบงก์ในไตรมาส 2/2569 และครึ่งแรกปีว่า คาดว่ากลุ่มธนาคารจะรายงานกำไรสุทธิรวม 63,000 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2569 ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ 4% จากไตรมาสก่อนหน้า
โดยคาดว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 เพียงเล็กน้อยแต่อย่างไรก็ดี ปรับเพิ่มคำแนะนำกลุ่มธนาคารเป็น OVERWEIGHT โดย Top Picks ได้แก่ BBL, KBANK และ KTB เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและแนวโน้มผลประกอบการที่โดดเด่นกว่ากลุ่ม
Q2 เป็นไตรมาสที่กำไรอ่อนตัว
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า คาดธนาคารส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 หดตัว โดยประเมินว่าธนาคารทั้ง 7 แห่ง ที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเราจะมี กำไรสุทธิรวม 50.95 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/2569 ลดลง -9.5% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ -10.8% จากไตรมาสก่อนหน้า
ธนาคารส่วนใหญ่มีแนวโน้มรายงานกำไรลดลง จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน , จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ลดลง และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ที่อ่อนตัวลง สำหรับต้นทุนเครดิตที่ลดลงช่วยพยุงผลประกอบการ
ทางฝ่ายคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) มีแนวโน้มปรับลดลงโดยรวม จากผลตอบแทนสินเชื่อ (Loan Yield) ที่ลดลง ส่งผลให้ NII มีแนวโน้มลดลงในไตรมาส 2/2569
ด้านรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบกับฐานที่สูงในไตรมาส 1/2569 ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) คาดว่าจะลดลงจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากกำไรจากเงินลงทุนและกำไรจากการตีมูลค่าเงินลงทุน (Mark-to-Market Gain) ที่ลดลง
ในแง่ของ C/I ratio เพิ่มขึ้น แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะมีแนวโน้มลดลง แต่อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio: C/I Ratio) น่าจะปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากรายได้รวม (Top Line) ลดลง
ขณะที่ต้นทุนเครดิตคาดว่าจะลดลง จากการที่ธนาคารได้ตั้ง Management Overlay ในระดับสูงไว้แล้วในในไตรมาส 1/2569 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น อันเป็นผลจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ทางฝ่ายคงให้น้ำหนักลงทุน Neutral กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยให้ KBANK, KTB และ KKP เป็นหุ้นเด่น เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารที่ Neutral เนื่องจากรายได้หลัก (Top Line) ในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตจำกัด จากปัจจัยกดดัน ได้แก่ การหดตัวของ NIM, การเติบโตของสินเชื่อที่ยังชะลอตัว, ฐานรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ที่อยู่ในระดับสูงในปี 2568
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าธนาคารจะสามารถจากัดแรงกดดันต่อกำไรได้ผ่านการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีวินัย การบริหารต้นทุนเครดิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แม้แนวโน้มการเติบโตของกำไรทั้งกลุ่มจะยังไม่โดดเด่น แต่มูลค่าหุ้น (Valuation) มีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจาก อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ที่อยู่ในระดับสูง
โดยทางฝ่ายยังคงเลือก KBANK, KTB และ KKP เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจ ความสามารถในการสร้างรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ได้ดี คุณภาพสินทรัพย์ที่ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ (Manageable Asset Quality)
Q2 กำไรโต 7.29 หมื่นล้าน
ด้านนักวิดคราะห์ บล.ฟิลลิป ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดว่ากลุ่มธนาคาร 8 ธนาคารที่ฝ่ายวิจัยทำการศึกษาจะมีกำไรในไตรมาส 2/2569 ออกมารวมกัน 7.29 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียม และกำไรจากเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้นเป็นหลัก
นอกจากนี้ ต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง รวมกับการลดลงของการตั้งสำรองในบางธนาคารที่เป็นส่วนช่วยให้กำไรเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่เมื่อเทียบ จากไตรมาสก่อนหน้า ก็คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นด้วย 10.9% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยนอกจากการลดลงต่อเนื่องของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมแล้ว
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นตามการเติบโตของสินเชื่อ ในขณะที่เรามองว่าผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นั้นกลุ่มธนาคารได้รับรู้ไปหมดแล้ว
KKP-SCB กำไรเด่นที่สุด
เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน ฝ่ายวิจัยคาดว่า KKP จะเป็นธนาคารที่มีกำไรเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยคาดว่าจะมีกำไร 2.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.8% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น และผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอขายลดลง
ส่วนเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า คาดว่า SCB จะเป็นธนาคารที่มีกำไรโดดเด่นที่สุด โดยคาดว่าจะมีกำไร 1.29 หมื่นล้านบาท จากรายได้ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะกลับมาเพิ่มขึ้นตามสินเชื่อที่เติบโต และคาดว่าจะมีรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นด้วย
KBANK สินเชื่อโตสุด
นอกจากนี้ คาดว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 2/2569 จะยังเติบโตอีก 0.9% จากไตรมาสก่อนหน้า และทำให้เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 สินเชื่อจะเติบโต 1.8% นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ytd) โดยในไตรมาสนี้คาดเกือบทุกธนาคารจะมีสินเชื่อเติบโต โดยสินเชื่อรายใหญ่ยังน่าจะเป็นสินเชื่อหลักที่ทำให้สินเชื่อของกลุ่มเติบโต ยกเว้น SCB และ KTB เพียง 2 ธนาคารที่คาดว่าสินเชื่อจะหดตัวลง
ฝ่ายวิจัยคาดว่า KBANK จะเป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตโดดเด่นที่สุดในไตรมาส 2/2569 โดยคาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 4% จากไตรมาสก่อนหน้า และทำให้สินเชื่อที่เคยหดตัว 1.1% ในไตรมาส 1/2569 กลับมาเป็นบวกได้ 2.8% ytd KKP เป็นธนาคารที่คาดว่าจะมีสินเชื่อเติบโตโดดเด่นเป็นอันดับ 2 โดยคาดว่าจะเติบโต 3.5% จากไตรมาสก่อนหน้า
และจะทำให้ KKP เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตมากที่สุดในปี 2569 ที่ 5% ytd โดยในไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะเหลือเพียง TTB ธนาคารเดียวที่ยังมีสินเชื่อหดตัวเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 โดยคาดสินเชื่อในไตรมาส 2/2569 ของ TTB จะทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกับในไตรมาส 1/2569
คาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกลับมาฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1/2569 ถึงแม้ว่าจะมีหลายธนาคารเริ่มเห็นส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยฟื้นตัวขึ้น แต่การหดตัวลงแรงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของ KTB และ SCB ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มธนาคารหดตัวลง โดยการเพิ่มขึ้นของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในหลายธนาคารมาจากการลดลงของต้นทุนดอกเบี้ย
ในขณะที่ผลตอบแทนสินเชื่อยังคงลดลงอยู่ อย่างไรก็ตามในไตรมาส 2/2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลตอบแทนสินเชื่อในหลายธนาคารจะกลับมาฟื้นตัว ในขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจะยังคงลดลงต่อ และทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของทั้งกลุ่มในไตรมาสนี้ฟื้นตัวขึ้น
แม้ผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มชะลอตัวจากแรงกดดันด้านรายได้ดอกเบี้ย ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) และการเติบโตของสินเชื่อที่ยังไม่เร่งตัว แต่ภาพรวมของกลุ่มยังไม่ได้อ่อนแอจนกระทบต่อความน่าสนใจในการลงทุน เนื่องจากหลายธนาคารยังรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี มีวินัยในการบริหารต้นทุน และยังมีศักยภาพสร้างรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย รวมถึงจ่ายเงินปันผลในระดับที่น่าสนใจ
สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อจากนี้ คือผลประกอบการจริงของแต่ละธนาคาร แนวโน้มสินเชื่อในช่วงครึ่งหลังของปี ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และคุณภาพสินทรัพย์ที่จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของกำไร ขณะที่หุ้นอย่าง KBANK, KTB, BBL และ KKP ยังคงถูกหลายสำนักวิจัยยกให้เป็นตัวเลือกเด่นของกลุ่ม สะท้อนว่าภายใต้ความท้าทายที่ยังมีอยู่ โอกาสการลงทุนยังคงกระจุกตัวอยู่ในธนาคารที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้เหนือกว่าคู่แข่ง.





