thansettakij
thansettakij
หุ้นไทยวันนี้เปิดลบ แกว่งแคบ 1,620 จุด จับตา CPI สหรัฐฯ-กำไร Q2 หนุนตลาด

หุ้นไทยวันนี้เปิดลบ แกว่งแคบ 1,620 จุด จับตา CPI สหรัฐฯ-กำไร Q2 หนุนตลาด

13 ก.ค. 69 | 04:25 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.ค. 69 | 04:29 น.

SET Index เปิดเช้าทรงตัวที่ 1,620.98 จุด มูลค่าซื้อขายกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางแรงหนุนหุ้นพลังงานและแบงก์ นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ-จีดีพีจีน ขณะที่โบรกแนะเลือกลงทุนหุ้นกำไรไตรมาส 2/69 แข็งแกร่ง ชู BA, BBL, ERW, PR9 และ TIDLOR เป็นหุ้นเด่นเดือน ก.ค.

KEY

POINTS

  • ดัชนีหุ้นไทยเปิดตลาดปรับตัวลดลงเล็กน้อย และเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ระดับประมาณ 1,620 จุด
  • นักลงทุนกำลังจับตาปัจจัยสำคัญจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ
  • ผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนเป็นปัจจัยหนุนตลาด โดยมีการเก็งกำไรในหุ้นที่คาดว่าจะมีกำไรโดดเด่น

วันที่ 13 ก.ค. 69 ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนี SET Index เปิดการซื้อขาย ณ เวลา 11:13 น. ที่ระดับ 1,620.98 จุด ลดลง 0.57 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.04% จากปิดตลาดก่อนหน้า ในระหว่างนี้ดัชนีแกว่งตัวชนกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1,622.93 - 1,613.60 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 29,180.42 ล้านบาท 

5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด

  • PTT ราคา 38.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.33% มูลค่าซื้อขาย 3,020.85 ล้านบาท
  • SCB ราคา 157.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.64% มูลค่าซื้อขาย 1,896.40 ล้านบาท
  • PTTEP ราคา 141.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.43% มูลค่าซื้อขาย 1,579.74 ล้านบาท
  • SCC ราคา 250.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท หรือ 2.04% มูลค่าซื้อขาย 1,412.78 ล้านบาท
  • KBANK ราคา 233.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.43% มูลค่าซื้อขาย 1,326.11 ล้านบาท

SET Index แกว่ง Sideways กรอบ 1,613 - 1,630 จุด

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,613 - 1,630 จุด ยังยืนแข็งแรงแม้ยังมีประเด็นกดดันจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุกันต่อเนื่องและอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตามตลาดลดความอ่อนไหวกับประเด็นดังกล่าวไปพอสมควร และเชื่อว่าจะไม่ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบในระยะยาว 

โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุดขยับขึ้นเพียง 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยืนที่ระดับ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดี Bond Yield 2 และ 10 ปีสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นและทรงตัวสูที่ 4.23% และ 4.59% ยังคงเป็นปัจจัยจำกัด Upside สินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น โดยต้องติดตามพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องจับตาสัปดาห์นี้ ได้แก่ เงินเฟ้อ CPI-PPI สหรัฐฯ รวมถึงยอดส่งออกและ GDP ไตรมาส 2/2569 จีน

ส่วนปัจจัยในประเทศนั้น ยังคงมีมุมมองในเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจใน ครึ่งหลังปี 2569-2570 จากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนลบ. และยังคงทิศทางราคาน้ำมันในระยะกลาง-ยาวยังมีแนวโน้มชะลอตัว

 เลือกหุ้นกำไร Q2/69 แกร่ง

ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการบจ. ไตรมาส 2/2569 ภาพรวมแม้คาดว่าจะลดลงทั้งจากไตรมาสก่อน และเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ถูกกดดันจากกลุ่มพลังงาน ธนาคาร อาหาร ขนส่ง อสังหาฯ เป็นต้น แต่ภาพรวมถือว่าเป็นไตรมาสที่ไม่แย่

ทั้งนี้ กลุ่ม Domestic Play หลายกลุ่มสามารถประคองตัวได้ดี เช่น ไฟแนนซ์ ค้าปลีก การแพทย์ ท่องเที่ยว และมีโอกาสที่ประมาณการ EPS ปี 2569 ปัจจุบันที่ 96 บาทอาจมี Upside ระยะสั้นดัชนีคาดยังได้อานิสงส์จากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังไหลเข้า กลุ่ม Commodity และหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/2569โดดเด่น คาดว่ายังมีแรงเก็งกำไรหนุนให้ปรับตัวได้แข็งแรงกว่าตลาด

 

รวมถึงกลุ่ม Tech ที่ยังได้อานิสงส์จาก Theme AI-Boom และเป็นแหล่งพักเงินท่ามกลางความไม่แน่นอน สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไรไตรมาส 2/2569 และครึ่งหลังปี 2569 แข็งแกร่ง ด้านหุ้นเด่นเดือน ก.ค ได้แก่ BA, BBL, ERW, PR9 และ TIDLOR เป็นต้น