
TRUE เข้าสู่ ‘ฤดูเก็บเกี่ยวกำไร’ โบรกเชียร์ซื้อ เป้า 18 บาท
โบรกเกอร์ประสานเสียงคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น TRUE รับกำไร Q2/69 คาดโตทะลุ 200% เป้าหมายสูงสุด 18 บาท พร้อมก้าวสู่หุ้นปันผลรายไตรมาสเต็มตัว
KEY
POINTS
- โบรกเกอร์หลายแห่งแนะนำ "ซื้อ" หุ้น TRUE โดยให้ราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 18 บาท และมองว่าราคาหุ้นที่อ่อนตัวเป็นจังหวะในการเข้าสะสม
- คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จะเติบโตอย่างโดดเด่นกว่า 200% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากรายได้ที่ฟื้นตัวและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
- บริษัทได้ปรับนโยบายการจ่ายเงินปันผลเป็นรายไตรมาส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมั่นในกระแสเงิน
โบรกเกอร์ชั้นนำยังคงแนะนำ "ซื้อ" หุ้น TRUE แม้ราคาหุ้นอ่อนตัวจากแรงขายตามข่าวลือผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยมองเป็นจังหวะสะสมรับกำไรไตรมาส 2/2569 ที่คาดเติบโตมากกว่า 200% จากปีก่อน พร้อมประเมินราคาเป้าหมายสูงสุด 18 บาท ขณะที่การปรับนโยบายจ่ายปันผลรายไตรมาส กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่หนุนภาพลักษณ์สู่หุ้นเติบโตควบคู่หุ้นปันผล
หุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE กลับมาเป็นจุดสนใจของตลาดทุนอีกครั้ง หลังราคาหุ้นปรับตัวลงแรงจากกระแสข่าวลือว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่รายหนึ่งอาจทยอยขายหุ้นออกมา
ทว่าท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว บรรดาบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำกลับมองว่านี่คือ “จังหวะทอง” ในการเข้าสะสม พร้อมประสานเสียงคงคำแนะนำ “ซื้อ” รับผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่คาดจะเติบโตอย่างโดดเด่น โดยกำไรสุทธิมีลุ้นพุ่งทะลุกว่า 200% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ราคาเป้าหมายจากสามสำนักวิจัยยืนเหนือระดับ 16-18 บาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการก้าวข้ามจาก “ปีแห่งการฟื้นตัว” ไปสู่ “ฤดูเก็บเกี่ยวผลกำไร” อย่างเต็มตัว
กำไรไตรมาส 2 โตแรง อานิสงส์รายได้ฟื้น ต้นทุนหด
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่ากำไรสุทธิของ TRUE ในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ระดับ 6.72 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 231% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 2% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้บริการหลักที่ฟื้นตัวทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile) และอินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง (FBB) ประกอบกับ ค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการบริหารโครงข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ (Network Optimization) และภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับตัวต่ำลง
การที่ราคาหุ้นปรับลงแรงจากประเด็นข่าวลือเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน โดยเฉพาะหากราคาปรับลงมาที่ระดับ 12 บาทหรือต่ำกว่า ซึ่งจะทำให้ค่า PER ลดลงเหลือราว 15-16 เท่า และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 4% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus ที่ 16.66 บาท พร้อมประเมินกรอบแนวรับที่ 12.20-12 บาท และแนวต้านที่ 12.90/13.40-13.60 บาท ทั้งนี้ ประมาณการกำไรปี 2569 ของตลาดอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท และคาดว่ายังมี Upside อีก 5-10%
กำไรโตจาก Synergy ต้นทุนลด ดอกเบี้ยขาลง
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอสวิคเคอร์ส ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 17.50 บาท โดยคาดการณ์ กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 6.8 พันล้านบาท เติบโต 233% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2.7% จากไตรมาสก่อน ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากรายได้ค่าบริการที่เติบโตต่อเนื่อง และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคาดว่าอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) จะปรับตัวดีขึ้นเป็น 64.5% เพิ่มขึ้น 6 จุดเปอร์เซ็นต์เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
ปัจจัยที่ทำให้ EBITDA Margin ขยับขึ้น ประกอบด้วยการสิ้นสุดโครงการปรับปรุงและพัฒนาโครงข่าย (Network Modernisation) ค่าเช่าคลื่นความถี่ที่ลดลง และการรับรู้ประโยชน์จากการผนึกกำลัง (Synergy) หลังการควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ฐานลูกค้ายังมีเสถียรภาพ ไม่พบสัญญาณการปรับลดแพ็กเกจการใช้งาน ขณะที่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (Thai Help Thai Plus)” น่าจะช่วยกระตุ้นการใช้งานดาต้าของลูกค้าระบบเติมเงิน (Prepaid)
ในด้านต้นทุนทางการเงิน ดีบีเอสวิคเคอร์สคาดว่าจะลดลง 7.2% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และ 1.0% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 4.62 พันล้านบาท เนื่องจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาลง ประกอบกับการที่ TRUE ออกหุ้นกู้ชุดใหม่มูลค่า 14,500 ล้านบาทในเดือนพฤษภาคม 2569 ด้วยต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยที่ต่ำลงเหลือเพียง 2.8% เทียบกับต้นทุนการเงินเฉลี่ยของหนี้เดิมที่ราว 3.7%
เอเซีย พลัสชี้ TRUE ยังไม่แพง เป้า 18 บาท
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส คาดกำไรปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) ในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 7.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อน และเติบโต 75% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แม้คาดว่า รายได้ขายและบริการโดยรวมจะลดลง เนื่องจากยอดขายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 ที่ยังได้แรงหนุนจากกระแส “ไอโฟน 17” และการไม่มีรายได้จากโครงการให้บริการโรมมิ่งภายใต้คลื่น 850 MHz แก่ NT แต่กำไรปกติยังเติบโตได้จากรายได้ค่าบริการที่โตในทุกธุรกิจ ทั้งโทรศัพท์มือถือ บรอดแบนด์ และโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น การไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากบริการโรมมิ่งแก่ NT และดอกเบี้ยจ่ายที่ต่ำลง
เอเซีย พลัส คงประมาณการกำไรปี 2569 ไว้ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และคงราคาเหมาะสมปี 2569 ที่ 18.0 บาท (อ้างอิงวิธี DCF, WACC 7.3%) พร้อมชี้ว่าราคาหุ้น TRUE ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เพราะปัจจุบันซื้อขายด้วย Norm PEG ปี 2569 ที่เพียง 0.34 เท่า ต่ำกว่า ADVANC ที่อยู่ที่ 1.5 เท่า ทั้งนี้ หากกำไรไตรมาส 2 ออกมาตามคาด กำไรรวมครึ่งแรกปี 2569 จะอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นราว 49% ของคาดการณ์กำไรทั้งปี
จุดเปลี่ยนสำคัญ “หุ้นปันผลรายไตรมาส”
จุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อมุมมองนักลงทุน เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อ นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน TRUE แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้ปรับกลยุทธ์การจ่ายเงินปันผล จากเดิมที่จ่ายในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะของบริษัท โดยพิจารณาจ่ายปีละสองครั้ง เปลี่ยนเป็นการพิจารณาจ่ายเป็น “รายไตรมาส” แทน ส่งผลให้ TRUE ขึ้นแท่นเป็นหุ้น Stock Dividend เต็มตัว และสะท้อนความมั่นใจในกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพสูงมาก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการตอกย้ำผลงานที่แข็งแกร่งของบริษัท โดยเมื่อพลิกดูผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 TRUE ได้พิสูจน์ตัวเองหลังการควบรวมกิจการ (Amalgamation) ด้วยการทำกำไรสุทธิต่อเนื่องกันถึง 5 ไตรมาส โดยไตรมาส 1/2569 กวาดกำไรไปถึง 6.6 พันล้านบาท นับตั้งแต่การควบรวมแล้วเสร็จ TRUE สามารถเพิ่ม EBITDA ได้ 8.6 พันล้านบาท หรือเติบโต 44% โดยในไตรมาส 1/2569 รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น 10.9% เทียบปีก่อน อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้บริการปรับตัวดีขึ้น 7.1 จุด มาอยู่ที่ 68.3% ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage) อยู่ที่ 3.8 เท่า ลดลง 0.3 เท่าเทียบปีก่อน และลดลง 0.2 เท่าจากไตรมาสก่อน
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทยังมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 3 เดือนแรกของปี 2569 จำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 73% หรือ 0.14 บาทต่อหุ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% ของยอดขาย
นายซิคเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มทรู กล่าวว่า ผลการดำเนินงานจากทุกกลุ่มธุรกิจในไตรมาสแรกปี 2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ผลประกอบการทางการเงินที่โดดเด่น แต่ยังรวมถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายทางการเงินตามแผน ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัยและการปรับโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ยกระดับทั้งประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และศักยภาพการแข่งขันระยะยาว
ในด้านตัวเลขผู้ใช้บริการ จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 614,000 เลขหมาย รวม 48.1 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นระบบเติมเงิน 32.7 ล้านเลขหมาย และระบบรายเดือน 15.4 ล้านเลขหมาย รายได้ต่อผู้ใช้บริการมือถือ (ARPU) อยู่ที่ 224 บาท เพิ่มขึ้น 4.5% ส่วนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์เพิ่มขึ้น 36,000 ราย รวม 3.3 ล้านราย ด้วยรายได้เฉลี่ย 498 บาทต่อราย ขณะที่โทรทัศน์บอกรับสมาชิกมีลูกค้า 1 ล้านราย รายได้ต่อสมาชิก 264 บาท
บทพิสูจน์ครึ่งปีหลัง วางหมาก “Telco-Tech”
สำหรับครึ่งปีหลัง 2569 โจทย์ของ TRUE จึงไม่ใช่เรื่องของการ “จะรอดหรือไม่” อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “จะเติบโตได้นิ่งและจ่ายปันผลได้หนักแค่ไหน” หลังเพิ่งเปลี่ยนนโยบายมาจ่ายเงินปันผลรายไตรมาส ซึ่งสะท้อนความมั่นใจในกระแสเงินสด โดยต้นทุนโครงข่าย (Network Costs) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในไตรมาสแรกลดลงถึง 25.2% จากปีก่อน อันเป็นอานิสงส์จากการปรับปรุงเสาสัญญาณร่วมกันและการบริหารคลื่นความถี่ คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นในครึ่งปีหลัง
ขณะเดียวกัน ตัวเลขผู้ใช้บริการ 5G ล่าสุดทะลุ 18.4 ล้านราย และ ARPU มีแนวโน้มขยับขึ้นตามพฤติกรรมการใช้ดาต้าและการขายพ่วงบริการดิจิทัล แม้ธุรกิจ PayTV อาจหดตัวลงบ้าง แต่ถูกชดเชยด้วยธุรกิจมือถือและบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตบ้านที่เติบโตแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ยังคาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะยังเติบโตต่อจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากบริการบรอดแบนด์มีการออกแพ็กเกจใหม่ที่ช่วยเร่ง ARPU ขณะที่ยอดขายอุปกรณ์น่าจะเพิ่มขึ้นช่วงปลายไตรมาสจากการเปิดตัว “ไอโฟน 18”
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นคือการวางตำแหน่งสู่การเป็น “Telco-Tech” ผ่านการจับมือกับยักษ์ใหญ่อย่าง Google ในโครงการ “AI for All Thais” และนวัตกรรม Neuro AI สำหรับสาธารณสุข ซึ่งจะเป็นตัวสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ในฝั่ง B2B ช่วงครึ่งปีหลัง ด้านฐานะการเงิน TRUE อยู่ในจุดที่แข็งแกร่งที่สุดยุคหนึ่ง โดยทริสเรทติ้งเพิ่งปรับแนวโน้มเป็น “Positive” ที่ระดับ A+ เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 และเตรียมออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
ความเสี่ยงและจุดที่ต้องเฝ้าระวัง
แม้แนวโน้มจะสดใส แต่ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจในประเทศและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง อัตราเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนอาจกดดันให้อัตราการเติบโตของรายได้ค่าบริการไม่หวือหวาเท่าที่ควร ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่บริษัทตั้ง Service Revenue ให้เติบโตที่ราว 2-3% นอกจากนี้ แม้ตลาดจะเหลือผู้เล่นหลักเพียงสองราย แต่การแข่งขันในมิติของ “Quality & Experience” หรือความเสถียรของโครงข่ายและบริการจะยิ่งเข้มข้นขึ้น ทำให้การรักษาฐานลูกค้าเดิมไม่ให้ย้ายค่ายกลายเป็นโจทย์สำคัญ
คาดว่าผลประกอบการครึ่งปีหลังของ TRUE จะยังคงรักษาเสถียรภาพการทำกำไรได้ดี ขณะที่โฟกัสหลักของนักลงทุนในระยะถัดไปจะอยู่ที่ “วินัยทางการเงินและการจ่ายปันผลรายไตรมาส” ที่กำลังจะกลายเป็น New Normal ของบริษัท นับเป็นการเปลี่ยนผ่านจากบทบาทของหุ้นฟื้นตัว สู่หุ้นที่สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอให้ผู้ถือหุ้นได้อย่างยั่งยืน
อไรซ์ แรงหนุนใหม่ ของ TRUE ตอกย้ำแผนสู่ Telco-Tech เต็มรูปแบบ
ขณะที่บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด กำลังถูกจับตาในฐานะผู้ถือหุ้นเชิงกลยุทธ์รายใหม่ของ TRUE หลังเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 24.95% ซึ่งตลาดมองว่า เป็นก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับธุรกิจโทรคมนาคมของไทย เพราะการเข้ามาของอไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นการเติมศักยภาพด้านการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ TRUE ที่มุ่งยกระดับจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมสู่การเป็น Telco-Tech Company อย่างเต็มรูปแบบ







