
เปิดพอร์ตหุ้นเจ้าสัว "อนันต์ อัศวโภคิน" 38 บริษัท มูลค่า 1.5 หมื่นล้าน
เปิดพอร์ตเจ้าสัว "อนันต์ อัศวโภคิน" ถือหุ้น 38 บริษัท มูลค่ารวมกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท แยกชัดหุ้นในตลาดฯ LH-MANRIN กับอีก 36 บริษัทนอกตลาด ท่ามกลางหมายจับคดีฟอกเงินคลองจั่น
KEY
POINTS
- นายอนันต์ อัศวโภคิน ถือครองหุ้นใน 38 บริษัท มีมูลค่าพอร์ตรวมกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
- การลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวในหุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ซึ่งถือเป็นอันดับ 2 ด้วยสัดส่วน 24.23% คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท
- นอกจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ 2 แห่ง ยังถือหุ้นบริษัทนอกตลาดฯ อีก 36 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และสนามกอล์ฟ
- บริษัทนอกตลาดฯ ที่มีมูลค่าสูงสุดคือ สยาม รีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีมูลค่าหุ้นที่ถือครองประมาณ 2.2 พันล้านบาท
ท่ามกลางกระแสคดีฟอกเงินที่ศาลอนุมัติหมายจับ นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ฐานเศรษฐกิจได้ตรวจสอบการถือครองหุ้นและการเป็นกรรมการในนิติบุคคลต่างๆล่าสุด พบว่าเจ้าสัวอนันต์มีรายการถือหุ้นรวม 38 บริษัท และเป็นกรรมการ 34 รายการ โดยมูลค่าหุ้นทั้งหมดรวมกันสูงถึง 15,243,718,354 บาท เมื่อแยกตามประเภทพบว่าแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ หุ้นในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และหุ้นในบริษัทนอกตลาด
บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 2 บริษัท
จากการตรวจสอบผ่านระบบ SETSMART พบว่าเจ้าสัวอนันต์ถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพียง 2 บริษัท ได้แก่
- บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ถือเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 จำนวน 2,894,883,427 หุ้น สัดส่วน 24.23% โดยหากคำนวณจากราคาปิด ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ 3.82 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาดราว 11,058.455 ล้านบาท
- บริษัท แมนดาริน โฮเต็ล จำกัด (มหาชน) หรือ MANRIN ถือเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 4 จำนวน 2,699,866 หุ้น สัดส่วน 10.03% หากคำนวณจากราคาปิดวันเดียวกันที่ 21.30 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาดราว 57.507 ล้านบาท
รวมมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 2 บริษัทตามราคาตลาด อยู่ที่ราว 11,115.96 ล้านบาท ซึ่ง LH ถือเป็นหุ้นเรือธงที่กินสัดส่วนหลักของพอร์ตทั้งหมด
บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ 36 บริษัท
ส่วนที่เหลืออีก 36 บริษัทเป็นนิติบุคคลนอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม–รีสอร์ท และสนามกอล์ฟ โดยรายการที่มีมูลค่าหุ้นสูง (คำนวณจากสัดส่วนการถือหุ้นคูณส่วนของผู้ถือหุ้น) ได้แก่
บริษัท สยาม รีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด (ธุรกิจเช่าและบริการ) ถืออันดับ 1 สัดส่วน 27.00% มูลค่าราว 2,211.353 ล้านบาท ซึ่งเป็นหุ้นนอกตลาดที่มีมูลค่าสูงสุด, บริษัท พลาซ่า โฮเต็ล จำกัด สัดส่วน 14.08% มูลค่าราว 106.440 ล้านบาท, บริษัท ปทุมธานี เรียลเอสเตท จำกัด สัดส่วน 36.69% มูลค่าราว 65.762 ล้านบาท, บริษัท สแควร์ ริทซ์ พลาซ่า จำกัด สัดส่วน 52.00% มูลค่าราว 64.085 ล้านบาท, บริษัท สยาม ซี. บริดจ์ จำกัด สัดส่วน 24.74% มูลค่าราว 63.532 ล้านบาท และบริษัท เมย์แลนด์ จำกัด สัดส่วน 1.58% มูลค่าราว 59.379 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีหุ้นในกิจการขนาดเล็กลงมา เช่น บริษัท จัตุรถา จำกัด, บริษัท พี.พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้ง จำกัด, ธนินทรบ้านและที่ดิน รวมถึงกิจการสนามกอล์ฟอย่าง ลำลูกกา กอล์ฟแอนด์คันทรี่คลับ และ อาร์เอสยู วิสต้า กอล์ฟคอร์ส
ที่น่าสังเกตคือ ในกลุ่มนอกตลาดนี้มีบางบริษัทที่มูลค่าหุ้นติดลบจากส่วนของผู้ถือหุ้นที่ติดลบ ได้แก่ ห้างหุ้นส่วน สีวลี (-878,826 บาท), บริษัท พัทยา บาซาร์ จำกัด (-1.94 ล้านบาท) และบริษัท พัทยาลอดจ์ จำกัด (-4.27 ล้านบาท) ขณะที่อีกหลายบริษัทมีมูลค่าหุ้นเป็นศูนย์ และบางส่วนอยู่ในสถานะเลิกกิจการ เสร็จการชำระบัญชี ล้มละลาย หรือถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เช่น บริษัท เอ็มจีที โฮลดิ้ง จำกัด (ล้มละลาย) และบริษัท บีพีที อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) (พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด)
อนึ่ง แม้บางบริษัทในพอร์ตจะมีสถานะเป็น "บริษัทมหาชน" เช่น เคี่ยนหงวน (ประเทศไทย) และ บีพีที อุตสาหกรรม แต่ไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงจัดอยู่ในกลุ่มบริษัทนอกตลาด
ผลประกอบการ Q1/69 สองบริษัทในตลาดรายได้หดตัว
ด้านผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของ LH กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขาย 2,131.3 ล้านบาท ลดลง 549.9 ล้านบาท หรือลดลง 20.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอยู่ที่ 13.3% ลดลงจาก 26.0% ในปีก่อน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 414.5 ล้านบาท แม้ค่าใช้จ่ายภาพรวมจะลดลง 8.1% จากการคุมค่าใช้จ่ายบริหารและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
ทั้งนี้ LH ยังมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมรวม 810.7 ล้านบาท นำโดยโฮมโปร 424.4 ล้านบาท และแอลเอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป 184.3 ล้านบาท
ด้าน MANRIN มีกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 13.27 ล้านบาท ลดลง 5.95% โดยรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 91.26 ล้านบาท ลดลง 6.59% จากรายได้ห้องพักและงานประชุมสัมมนาที่หดตัว
ปมคดี-หมายจับฟอกเงินคลองจั่น
สำหรับที่มาของกระแสข่าว สืบเนื่องจากอัยการสูงสุด (นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ ในขณะนั้น) มีคำสั่งชี้ขาดเมื่อ 16 ก.พ. 2567 ให้ฟ้องนายอนันต์ ฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ว่า เมื่อผู้ต้องหาไม่มาปรากฏตัวรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก พนักงานสอบสวนจึงต้องขอศาลออกหมายจับในช่วงเดือน มี.ค. 2569 โดยฝ่ายผู้ต้องหาแจ้งเหตุว่าเข้ารับการรักษาภาวะไตวายที่ต่างประเทศและอยู่ในห้องไอซียู
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เจ้าตัวจะไม่เดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากรักษาอาการไตวายระยะสุดท้ายต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ส่วนการประสานตำรวจสากลออกหมายน้ำเงินหรือหมายแดงจะเป็นขั้นตอนถัดไป







