thansettakij
thansettakij
หุ้นไทยยังไม่ผ่าน 1,600 จุด ภูมิรัฐศาสตร์ยังกดดัน กูรูชูหุ้นเข้า SET50-SET100 น่าสะสม

หุ้นไทยยังไม่ผ่าน 1,600 จุด ภูมิรัฐศาสตร์ยังกดดัน กูรูชูหุ้นเข้า SET50-SET100 น่าสะสม

22 มิ.ย. 69 | 08:33 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มิ.ย. 69 | 08:34 น.

แม้ตลาดหุ้นไทยยังขาดปัจจัยหนุนให้ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,600 จุดได้อย่างมั่นคง แต่ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนแบบรายตัว โบรกแนะจับตาปัจจัยการปรับดัชนี SET50-SET100 รอบครึ่งปีหลัง อาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อกระแสเงินทุนและราคาหุ้นในช่วงสั้น

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนและไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,600 จุดได้ เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
  • แม้จะมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะขยายตัวและการคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทย แต่ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
  • นักวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์เลือกลงทุนในหุ้นที่ถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี SET50 และ SET100 รอบใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันไหลเข้า

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (22 - 26 มิ.ย.69) ว่า ดัชนี SET Index มีโอกาสแกว่งตัวผันผวนในลักษณะ Sideway ออกข้าง ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีที่ระดับ 1,550 - 1,600 จุด

โดยปัจจัยที่ดัชนียังไม่สามารถกลับไปยืนเหนือแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,600 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากนักลงทุนยังคงมีความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความยั่งยืนของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ทั้งนี้ ตลาดยังคงมีปัจจัยบวกที่คอยพยุงดัชนี ได้แก่ แบบจำลอง GDPNow ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 2/2569 จะขยายตัวถึง 3% เร่งตัวขึ้นจาก 1.6% ในไตรมาสแรก ขณะที่ในประเทศ S&P Global Ratings ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ BBB+ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล รวมถึงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับตัวลดลง 3 วันติดต่อกัน ซึ่งส่งผลดีต่อต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจ

ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยลบที่สร้างแรงกดดันต่อการลงทุนซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลจาก FedWatch ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักราว 50% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อย่างเร็วที่สุดในเดือนกันยายนนี้ และให้น้ำหนัก 20% ที่จะปรับขึ้นถึง 0.50%

ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติ 7-2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% สอดคล้องกับการคาดการณ์ พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังผลักดันต้นทุนพลังงานให้สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักร

ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในระยะนี้

ปัจจัยในประเทศ ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 3/2569 ในวันที่ 24 มิ.ย. ตามด้วยการแถลงยอดผลิตและส่งออกยานยนต์จาก ส.อ.ท. และภาวะการค้าระหว่างประเทศจากกระทรวงพาณิชย์ในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ก่อนปิดงวดงบการเงินไตรมาส 2/2569 ในวันที่ 30 มิ.ย. และในช่วงสัปดาห์ที่ 5 จะมีการแถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) รวมถึงรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังและภูมิภาค

ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ การประกาศอัตราดอกเบี้ย LPR ของจีนในวันที่ 22 มิ.ย. พร้อมการรายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นของอียู ถัดมาในวันที่ 23 มิ.ย. จะมีการรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการขั้นต้นของญี่ปุ่น อียู และสหรัฐฯ ปิดท้ายด้วยวันที่ 24 มิ.ย. สหรัฐฯ จะรายงานดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 1/2569 ยอดขายบ้านใหม่ และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์

เน้นลงทุนหุ้นมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวรองรับ

นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์ในช่วงที่ตลาดแกว่งตัวผันผวนให้นักลงทุนเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวรองรับ โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศนำเข้าคำนวณในดัชนีรอบครึ่งหลังของปี 2569

โดยหุ้นที่แนะนำสำหรับการเก็งกำไร รับการปรับพอร์ตดัชนี ได้แก่ หุ้นที่เข้าคำนวณใน ดัชนี SET50 ได้แก่ BCP, MRDIYT, TFG, THAI และ ดัชนี SET100 ได้แก่ MRDIYT, THAI, THCOM, WHAUP ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุน จากนักลงทุนสถาบันไหลเข้ามาลงทุน

แต่อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ระวังแรงขาย จากการปรับลดน้ำหนัก การลงทุนในหุ้นที่นำออกจากการคำนวณในดัชนี SET50 ได้แก่ BTS, CBG, CENTEL, SAWAD และ  SET 100 ได้แก่ JAS, JMART, SISB และ SJWD เป็นต้น