
เปิดโผหุ้นได้-เสียประโยชน์ หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดรบ PTTEP-TOP รับแรงกดดันหนัก
แรงขายกดหุ้นพลังงานและโรงกลั่น หลังความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลงจากอุปทานขนส่งที่กลับสู่ภาวะปกติ พร้อมจับตาหุ้นเด่นรับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานลดลง
KEY
POINTS
- การบรรลุข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลง กดดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นอย่างหนัก
- กลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) และกลุ่มโรงกลั่น (TOP, BCP, IRPC) เป็นผู้เสียประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ลดลงและมีความเสี่ยงขาดทุนจากสต็อก
- กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ถูกลง ได้แก่ โรงพยาบาล, การท่องเที่ยว (สนามบิน, โรงแรม, สายการบิน), ขนส่ง, ค้าปลีก และปิโตรเคมี
จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาเกือบ 4 เดือน โดยทั้งสองฝ่ายได้ประกาศยุติ ปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย รวมทั้งการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ให้เรือสามารถสัญจรผ่านได้ตามปกติโดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม
ส่งผลกดดันต่อกลุ่นหุ้นพลังงานเปิดการซื้อขายภาคเช้าวันนี้ (15 มิ.ย.69) ยืนแดนลบกันถ้วนหน้า
- PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ราคาซื้อขายภาคเช้า (ณ เวลา 11.56 น. ) อยู่ที่ 35.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.39% มูลค่าซื้อขาย 2,218.22 ล้านบาท
- PTTGC หรือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ราคา 31.75 บาท ลดลง 2.25 บาท หรือ 6.62% มูลค่าซื้อขาย 804.62 ล้านบาท
- PTTEP หรือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ราคา 137.50 บาท ลดลง 5.00 บาท หรือ 3.51% มูลค่าซื้อขาย 1,869.59 ล้านบาท
- BCP หรือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคา 32.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.52% มูลค่าซื้อขาย 154.40 ล้านบาท
- TOP หรือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ราคา 43.50 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 2.25% มูลค่าซื้อขาย 486.57 ล้านบาท
- IRPC หรือ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ราคา 1.76 บาท ลดลง 0.03 บาท หรือ 1.68% มูลค่าซื้อขาย 114.03 ล้านบาท
- SPRC หรือ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) ราคา 6.95 บาท ลดลง 0.05 บาท หรือ 0.71% มูลค่าซื้อขาย 234.73 ล้านบาท
เปิดโผหุ้นได้ - เสียประโยชน์
นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส เปิดมุมมองว่า จากประเด็นที่ทางสหรัฐฯและอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติสงครามนั้น เป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 1. ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลง 2. ต้นทุนการขนส่งและค่าระวางเรือลดลง 3. ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว (รวมถึง Medical tourism) ฟื้นตัว
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์
- กลุ่มโรงพยาบาลพรีเมียม หุ้นเด่นเป็น BH, PR9
- กลุ่มสนามบินและโรงแรม หุ้นเด่นเป็น AOT, MINT, CENTEL รองลงมาเป็น ERW
- กลุ่มสายการบิน หุ้นเด่นเป็น AAV, BA, THAI 3. กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ หุ้นเด่น BEM, BTS, SJWD ฯลฯ
- กลุ่มค้าปลีก หุ้นเด่น CPALL, CPAXT, CRC, CPN ฯลฯ
- กลุ่มปิโตรเคมี ระยะสั้นได้อานิสงค์จากต้นทุนวัตถุดิบลดลง โดยเฉพาะนาฟทา หุ้นเด่น PTTGC, SCC
กลุ่มอุตสาหกรรมที่เสียประโยชน์
- กลุ่มพลังงานต้นน้ำ คือ PTTEP, PTT
- กลุ่มโรงกลั่น ค่าการกลั่นมีแนวโน้มลดลงตามราคาน้ำมันและพรีเมียมน้ำมันดิบที่ลดลง และมีแนวโน้มจะขาดทุนสต๊อกในไตรมาส 2/2569 ทั้ง BCP, IRPC, SPRC, TOP







