
รัฐเดินเกม “เศรษฐกิจหมุนเร็ว” อัดเงิน 1.75 แสนล้าน ดึง Virtual Bank ปลุกบริโภค
โบรกมองเม็ดเงินรัฐและ Virtual Bank กำลังเร่ง “เศรษฐกิจหมุนเร็ว” หนุนกำลังซื้อฟื้นในครึ่งปีหลัง ชี้ CPALL-ค้าปลีกใหญ่ได้อานิสงส์ ส่วน SAWAD-MTC-TIDLOR อาจถูกกดดันจากศึกสินเชื่อดิจิทัล
KEY
POINTS
- รัฐบาลอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.75 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
- มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ "เศรษฐกิจหมุนเร็ว" ที่มุ่งหวังให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น
- การเกิดขึ้นของ Virtual Bank ถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการบริโภคในระยะยาว
มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อวงเงิน 1.75 แสนล้านบาทของรัฐบาล อาจไม่ได้เป็นเพียง “ยาเร่งระยะสั้น” ต่อเศรษฐกิจไทย แต่กำลังถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรอบใหม่ในการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) โดยมี “Virtual Bank” เป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยในระยะถัดไป
โดยในรอบนี้แรงส่งต่อเศรษฐกิจอาจแตกต่างจากมาตรการกระตุ้นในอดีต เพราะไม่ได้มีเพียงเม็ดเงินจากภาครัฐ แต่ยังมีปัจจัยหนุนจากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ไทย และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสินเชื่อดิจิทัลที่อาจช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้นกว่าที่ตลาดคาด
รัฐอัดมาตรการพยุงกำลังซื้อ
นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด เปิดมุมมองว่า เม็ดเงิน FDI ที่ไหลเข้าไทยในช่วงนี้ จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อ GDP ไทยในระยะกลาง โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนในช่วงแรก ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกลุ่มพลังงานสะอาดที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานเทคโนโลยีใหม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เริ่มถูกจับตามากขึ้น คือ “ผลเชื่อมต่อ” ระหว่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ กับการเกิดขึ้นของ Virtual Bank ซึ่งอาจกลายเป็นตัวเร่งรอบใหม่ของการบริโภคภายในประเทศ
ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและประคับประคองธุรกิจรายย่อย โดยใช้งบประมาณรวมราว 1.75 แสนล้านบาท ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการรายเล็กทั่วประเทศ
มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย การเพิ่มเงินช่วยเหลือให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน รวมถึงโครงการร่วมจ่ายที่รัฐช่วยออก 60% สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถูกมองว่าจะช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและเงินเฟ้อ
ในขณะเดียวกันก็เริ่มเห็นสัญญาณบวกในกลุ่มค้าปลีกเพิ่มเติม โดยมองว่าเมื่อ Virtual Bank เริ่มเปิดดำเนินการจริง ประชาชนและ SMEs จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นที่อาศัยข้อมูลดิจิทัลและพฤติกรรมการใช้จ่ายมาประเมินเครดิต
หากการปล่อยสินเชื่อผ่าน Virtual Bank เติบโตได้เร็วกว่าคาด อาจทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และหนุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศโดยตรง เช่น CPALL และ MRDIYT
ในอีกด้านหนึ่ง การแข่งขันสินเชื่อที่รุนแรงขึ้นจากผู้เล่น Virtual Bank อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อบุคคล เช่น SAWAD MTC และ TIDLOR ที่อาจเผชิญการแข่งขันด้านอัตราดอกเบี้ยและการเข้าถึงลูกค้าเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
บวกเล็กๆ ต่อหุ้นค้าปลีก
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า จากประเด็นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนและช่วยประคับประคองธุรกิจรายย่อย โดยจะช่วยเหลือ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีจำนวนราว 13.18 ล้านคน ใช้วงเงินงบประมาณรวม 5.6 หมื่นล้านบาท จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงกันยายน 2569
- กลุ่มประชาชนทั่วไป ประมาณ 30 ล้านคน ใช้วงเงินงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท รัฐบาลจะช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน หรือสูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือนเช่นกัน
- มาตรการช่วยเหลือกลุ่มร้านค้ารายเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะต้นทุนสูงและกำลังซื้อชะลอตัว
ทางฝ่ายมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเป็นการประคับประคองภาคการบริโภคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง ซึ่งมีที่มาจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยนั้น มองว่าไม่มีนัยสำคัญต่อ EPS ตลาดแต่อย่างใด โดยอาจเป็นเพียงแค่ Sentiment เชิงบวกเล็กๆ ต่อกลุ่มผู้ค้าส่ง (Wholesaler) และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ (Hypermarket) อย่าง CPAXT และ BJC เป็นต้น
สิ่งที่ตลาดกำลังจับตา ไม่ใช่เพียงมาตรการแจกเงินหรือโครงการร่วมจ่ายเท่านั้น แต่คือการที่รัฐบาลกำลังพยายามเร่งให้เกิด “ระบบเศรษฐกิจหมุนเร็ว” ผ่านทั้งเม็ดเงินกระตุ้นและโครงสร้างสินเชื่อดิจิทัลใหม่ ซึ่งอาจเปลี่ยนสมรภูมิธุรกิจค้าปลีก ธนาคาร และสินเชื่อรายย่อยของไทยในอีกหลายปีข้างหน้า
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวนจากสงครามการค้า ราคาพลังงาน และดอกเบี้ยสูง การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศจึงอาจกลายเป็น “ความหวังใหม่” ของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงกับการบริโภค การเงินดิจิทัล และระบบเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง.





