
BAY ลุย Sustainable Finance เพิ่มเป้า 3.5 แสนล้าน รับกระแสลงทุนยั่งยืนโต
BAY มองทิศทางลงทุนเอกชนกลับมาคึก แม้ตะวันออกกลางยังกดดันเศรษฐกิจโลก ชี้ธุรกิจ Data Center-พลังงาน-สุขภาพ ยังเดินหน้าขยายลงทุนต่อ ดันสินเชื่อรายใหญ่ฟื้น พร้อมเร่งเกม Sustainable Finance แตะ 3.5 แสนล้านบาทภายในปี 2573
KEY
POINTS
- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ปรับเพิ่มเป้าหมายการสนับสนุนทางการเงินเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Sustainable Finance) เป็น 3.5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573
- การปรับเพิ่มเป้าหมายครั้งนี้เพื่อตอบรับกระแสการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (ESG) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากภาคธุรกิจและนักลงทุน
- กรุงศรีมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยมีส่วนแบ่งตลาดหุ้นกู้ ESG สูงถึง 49% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี
นายประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า แนวโน้มการปล่อยสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ในไตรมาส 2/2569 เริ่มฟื้นตัว เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 ที่หดตัวไป 0.6%
โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากภาคธุรกิจต่างๆ เริ่มหันกลับมาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสุขภาพ , อาหารและเครื่องดื่ม , พลังงาน และ ดาต้าเซ็นเตอร์ แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางก็ตาม แต่ความต้องการในการลงทุนยังมีต่อเนื่อง ซึ่งมีลูกค้าเข้ามาปรึกษาการลงทุนกับทางธนาคาร
ขณะเดียวกันภาครัฐมีการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ จะเห็นได้จากตัวเลขยอดขอการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment) หรือ BOI ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนในเอเชียตะวันออก เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง จีน มีการขอ BOI เข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการฟื้นตัวของสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเติบโต 2-4%
นอกจากนี้ ธนาคารได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance) มาอยู่ที่ 350,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 จากเดิม 250,000 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 1/69 กรุงศรีได้เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเงินเพื่อความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมหลักมากมาย
ยกตัวอย่างเช่น การเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายในการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มูลค่า 3,500 ล้านบาท ให้กับ บมจ.ราช กรุ๊ป(RATCH) การเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน มูลค่า 8,000 ล้านบาท และ การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน มูลค่า 3,000 ล้านบาท ให้กับบทจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ(BEM)
ในขณะที่งานด้านวาณิชธนกิจนั้น มองว่ายังมีความท้าทายจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตึงเครียดตะวันออกกลาง ทำให้การระดมทุน และ การออกหุ้นกู้ อาจจะมีการชะลอตัวไปบ้าง แต่มองว่า ลูกค้ายังมีความสนใจที่ต้องการระดมทุน เช่น การออกหุ้นกู้มีกลุ่มลูกค้าที่สนใจออกหุ้นกู้ ESG เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 49% ของตลาดหุ้นกู้ ESG รวม 25,000 ล้านบาท แม้ว่าในภาพรวมตลาดหุ้นกู้ดังกล่าวจะติดลบ 6% ในช่วง 4 เดือนแรก
ในขณะที่ดีลการให้คำปรึกษากับลูกค้าที่ต้องการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก(IPO) ยังมีลูกค้าสนใจ แต่ตลาดยังมีความผันผวน ทำให้ลูกค้าชะลอการออก IPO เพื่อรอดูสถานการณ์ แต่มองว่าในยช่วงปลายปีนี้ ดีล IPO ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาฯ (REITs) ที่ธนาคารอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับลูกค้า
โดยธนาคารเดินหน้าบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาด้านการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ(Rating Advisory) ให้กับบริษัทชั้นนำในประเทศไทยจนประสบความสำเร็จ สะท้อนความเชี่ยวชาญในการสนับสนุนลูกค้าทั้งในด้านตลาดทุนและการบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างครบวงจร
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการดำเนินงานของกลุ่มงานลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจในปีนี้ คือ การมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Creation ควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ พร้อมยกระดับบทบาทการเป็น Trusted Partner เพื่อร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จของลูกค้า ภาคอุตสาหกรรม และ เศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
โดยกรุงศรีทำหน้าที่เป็น Enabler ที่จะช่วยสนับสนุนลูกค้าให้สามารถเปลี่ยนผ่านท่ามกลางความท้าทายด้าน ESG ไปสู่โอกาสใหม่ในระดับสากล ผ่านความเชี่ยวชาญของกรุงศรี เครือข่าย MUFG และ พลังความร่วมมือภายในกลุ่มกรุงศรี (ONE Krungsri) เพื่อพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม
กรุงศรีตระหนักดีว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ใช่ผลลัพธ์ของความสำเร็จขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ คือ การยกระดับของทั้งระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปพร้อมกัน เราจึงมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของลูกค้า ภาคอุตสาหกรรม และ ประเทศ ผ่านการผสานความเชี่ยวชาญ โซลูชันทางการเงินที่หลากหลาย และ ความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และ ร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง





