
หุ้นไทยบวกตามเอเชีย หลัง S&P 500 ทำนิวไฮ น้ำมันร่วง รัฐจ่อกู้ 4 แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ
โบรกชี้สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านส่อแววสงบ ดัน S&P500 ทำนิวไฮ-น้ำมันร่วงหลุด 110 เหรียญฯ จับตารัฐทุ่ม 4 แสนล้านฟื้น GDP ชู DELTA-COM7 นำทีม
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวกจากต่างประเทศ หลังดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดใหม่และราคาน้ำมันดิบลดลง จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลาย
- รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยวางแผนกู้เงิน 4 แสนล้านบาทสำหรับโครงการกระตุ้นการบริโภค เพื่อผลักดันการเติบโตของ GDP
- นอกจากเงินกู้ รัฐบาลยังมีแผนระดมทุนระยะยาว 1 แสนล้านบาทผ่านกองทุน TFFIF เฟส 2 เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากหนี้สาธารณะที่สูงใกล้เพดานทำให้การกู้โดยตรงทำได้ยากขึ้น
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า บรรยากาศตลาดหุ้นเริ่มคลี่คลายและตอบรับในเชิงบวก หลังจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางมีสัญญาณผ่อนคลายลง
โดยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่ได้ยกระดับความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นปิดทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) จากแรงหนุนของกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงลงเกือบ 4% จนหลุดระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ สัญญาณการสงบศึกมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยว่าได้ระงับปฏิบัติการนำทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Project Freedom) เป็นการชั่วคราว เพื่อเดินหน้าหาข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน
สอดคล้องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าการพักรบสามารถประคองสถานการณ์ได้ และสหรัฐฯ จะตอบโต้ทางทหารก็ต่อเมื่อถูกโจมตีก่อนเท่านั้น
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย รัฐบาลกำลังมุ่งเป้าที่จะดึงการเติบโตของ GDP ให้กลับไปอยู่ระดับ 4-5% เหมือนช่วงปี 2560-2561 โดยเตรียมมาตรการสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่
- มาตรการระยะสั้น : เตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อทำโครงการกระตุ้นการบริโภค เช่น "คนละครึ่ง พลัส" ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 19 พ.ค. 2569 โดยประเมินว่าจะช่วยดัน GDP ให้ขยับเพิ่มขึ้นได้อีก 0.8%
- มาตรการระยะยาว : เตรียมระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) เฟส 2 โดยขยายเป้าหมายจาก 4.5 หมื่นล้านบาท เป็น 1 แสนล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการทางพิเศษพระราม 3 - ฉลองรัช และปรับโครงสร้างพลังงาน
สาเหตุสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดันกองทุน TFFIF เฟส 2 คือ พื้นที่ทางการคลังที่กำลังหดหาย โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทย ณ มี.ค. 2569 สูงถึง 12.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.38% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานวินัยการเงินการคลังที่ 70% ทำให้การกู้เงินโดยตรงทำได้ยากขึ้น รัฐบาลจึงต้องดึงเม็ดเงินจากเอกชนผ่าน TFFIF เพื่อไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดเอเชีย โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล และผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ทยอยประกาศออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ราว 11%
ฝ่ายวิจัยแนะนำหุ้นเด่น (Prime Picks) ในกลุ่มที่ได้อานิสงส์และราคาถูกกดดันมานาน (Laggard) ได้แก่
- DELTA : ราคาหุ้นในปัจจุบันยังคง Laggard กว่าหุ้นแม่ที่ไต้หวันถึง 30%
- COM7 : มีความน่าสนใจสะสม เนื่องจากราคาหุ้น Laggard กว่าคู่แข่งอย่าง SPVI (SPVI ขยายตัว 40% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ COM7 ขยายตัว 18% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน) ประกอบกับ SPVI รายงานกำไรสุทธิก้าวกระโดดถึง ขยายตัว 182% จากปีก่อน ซึ่งคาดว่า COM7 จะมีทิศทางกำไรที่โดดเด่นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากการขาย MacBook Neo และกระแส Banana Solar ในช่วงครึ่งปีหลัง ที่จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐลดหย่อนภาษีติด Solar Rooftop 2 แสนบาท
- กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสงครามผ่อนคลาย : แนะนำ BDMS, BH, ERW, CENTEL และ MINT





