thansettakij
thansettakij
"อริยา" ชี้ หุ้นกู้ Q2 ฟื้นตามฤดูกาล ยีลด์ทรงตัวช่วยล็อกต้นทุน เอกชนเร่งตัวระดมทุน

"อริยา" ชี้ หุ้นกู้ Q2 ฟื้นตามฤดูกาล ยีลด์ทรงตัวช่วยล็อกต้นทุน เอกชนเร่งตัวระดมทุน

ตลาดบอนด์เริ่มตั้งหลัก ยีลด์ยืนเหนือ 2% หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน "อริยา ติรณะประกิจ" ชี้ หุ้นกู้ไตราส 2 ฟื้นตัวชัด หลังยอดสะสมไล่ทันปีก่อน

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นกู้ในไตรมาสที่ 2 มีแนวโน้มฟื้นตัวและคึกคักขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาล ส่งผลให้ภาคเอกชนเร่งระดมทุนหลังจากชะลอตัวในไตรมาสแรก
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ที่เริ่มทรงตัวและเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถบริหารจัดการและล็อกต้นทุนทางการเงินได้ในระดับที่เหมาะสม
  • บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น ปตท.สผ., การบินไทย, และทรู มีแผนเสนอขายหุ้นกู้ในเดือนพฤษภาคม เพื่อตอบรับกับสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยมากขึ้น

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สถานการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหรือบอนด์ยีลด์ในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างมีความผันผวนอย่างเห็นได้ชัด โดยหากพิจารณาบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญ พบว่า เมื่อสิ้นปีที่แล้วอัตราผลตอบแทนปิดอยู่ที่ระดับ 1.66% เท่านั้น ต่อมาในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ บอนด์ยีลด์ได้ปรับตัวลงไปแตะระดับต่ำสุดของปีที่ประมาณ 1.71% ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงปลายเดือนเดียวกัน

ภาวะสงครามและความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้บอนด์ยีลด์กระชากตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไปแตะระดับสูงสุดของปีที่ 2.33% ในช่วงปลายเดือนมีนาคม แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นเดือนเมษายน สถานการณ์เริ่มมีความผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากมีสัญญาณการหยุดโจมตีชั่วคราว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2% ในช่วงกลางเดือนเมษายน

แต่ปัจจัยภายในประเทศเรื่องการพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะและการเตรียมออกพันธบัตรเพิ่มเติมของรัฐบาล ได้กลายเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้บอนด์ยีลด์ขยับขึ้นมาเคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์ที่ระดับ 2.14% ถึง 2.15% จนถึงปัจจุบัน
ในส่วนของตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชน แม้ว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ยอดการออกหุ้นกู้จะปรับตัวลดลงถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่ายอดการระดมทุนเริ่มฟื้นตัวกลับมาอย่างมีนัยสำคัญ

โดยยอดการออกหุ้นกู้สะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 240,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่มียอดสะสม 250,000 ล้านบาท โดยมีส่วนต่างลดลงเหลือเพียง 6% เท่านั้น

ทั้งนี้ สาเหตุที่ยอดการออกหุ้นกู้ในไตรมาสแรกลดลงนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น กลุ่มปูนซิเมนต์ไทย, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดในช่วงดังกล่าวเลือกที่จะยังไม่ออกหุ้นกู้ใหม่เนื่องจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาด และมีทางเลือกในการใช้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ที่มีเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้กับการออกหุ้นกู้

สำหรับแนวโน้มในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะเป็นช่วงที่มีการระดมทุนผ่านหุ้นกู้หนาแน่นตามวงจรปกติของการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์หรือไฟลิ่ง โดยมีบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งประกาศแผนการเสนอขายหุ้นกู้ในช่วงเดือนพฤษภาคม อาทิ ปตท.สผ., ศรีสวัสดิ์, การบินไทย (Thai), ซีเค พาวเวอร์, พฤกษา โฮลดิ้ง และทรู

ปัจจัยที่เอื้ออำนวยคือระดับบอนด์ยีลด์ในปัจจุบันที่เริ่มมีความนิ่งและอยู่ในช่วงไซด์เวย์ ทำให้ออกหุ้นกู้สามารถบริหารจัดการและล็อกต้นทุนทางการเงินได้ในระดับที่เหมาะสม

"อริยา" ชี้ หุ้นกู้ Q2 ฟื้นตามฤดูกาล ยีลด์ทรงตัวช่วยล็อกต้นทุน เอกชนเร่งตัวระดมทุน

นอกจากนี้ การที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือหรือ Outlook ของไทยจาก Negative เป็น Stable ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในระยะยาว 1-2 ปีข้างหน้าว่าจะไม่มีความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ แม้ว่าปัจจัยดังกล่าวจะไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนการกู้เงินในทันทีก็ตาม

สำหรับสภาวะตลาดหุ้นกู้ไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายสำคัญจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตไม่เต็มศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงหลักที่มีมาอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยรวม

ขณะที่ประเด็นความกังวลเรื่องการเลื่อนชำระหนี้หรือการขอขยายเวลาไถ่ถอนหุ้นกู้นั้น แม้จะเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ในมองว่าการเลือกใช้วิธีดังกล่าวถือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ธุรกิจจะตัดสินใจทำ เนื่องจากส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงของบริษัทและเป็นการปิดโอกาสในการกลับเข้ามาระดมทุนในตลาดพันธบัตรในระยะยาว อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังสามารถเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทขนาดใหญ่ที่ยังคงมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสภาวะที่ต้นทุนทางการเงินในปัจจุบันยังไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นจนเกินไป

Investment Grade ยังเด่น

ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน หุ้นกู้ในกลุ่มที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับที่ลงทุนได้หรือ Investment Grade ตั้งแต่ระดับ BBB ขึ้นไป ยังคงเป็นกลุ่มที่สามารถเข้าลงทุนได้ตามหลักการพื้นฐาน แต่จากบทเรียนในอดีตที่เคยเกิดกรณีไม่คาดคิดกับหุ้นกู้บางราย นักลงทุนจึงจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของบริษัทเพิ่มเติม

ปัจจัยที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการตรวจสอบความโปร่งใสของผู้ออกหุ้นกู้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการตกแต่งงบการเงินหรือปัญหาด้านจริยธรรมและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้บริหาร ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องเข้ามากำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตในวงกว้าง

เมื่อพิจารณาจากสถิติจำนวนบริษัทที่ออกหุ้นกู้ในตลาดทั้งหมดซึ่งมีประมาณ 500 ถึง 600 บริษัท จะพบว่ารายที่มีปัญหาเรื่องการทุจริตนั้นมีสัดส่วนเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น ดังนั้น แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นไปบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นกู้จะสูญเสียความน่าสนใจไปทั้งหมด หากนักลงทุนทำการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบจะยังคงพบตัวเลือกการลงทุนที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ

หุ้นกู้ Q2 เร่งตัวชัด

สำหรับแนวโน้มการเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงไตรมาสที่ 2 คาดการณ์ว่าปริมาณการออกหุ้นกู้ใหม่จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ซึ่งเป็นไปตามวงจรปกติของตลาดหรือปัจจัยทางฤดูกาลที่จะมีการระดมทุนหนาแน่นในช่วงนี้

ในส่วนของภาพรวมการออกหุ้นกู้ทั้งปี 2567 ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเป้าหมายการดำเนินงานไว้เช่นเดิมโดยไม่มีการปรับลดเป้าหมายลง เนื่องจากยังเชื่อมั่นในเสถียรภาพของตลาดและการระดมทุนของภาคเอกชนไทย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญให้นักลงทุนเตรียมความพร้อมในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับปริมาณหุ้นกู้ใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังนี้

อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยากจะคาดเดาและอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนดำเนินธุรกิจและต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชน ขณะที่ปัจจัยภายประเทศในเชิงการเมืองปัจจุบันถือว่ามีความนิ่งและรัฐบาลมีความเข้มแข็งในด้านคะแนนเสียง ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับปัจจัยภายนอก

ทั้งนี้ บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังคงมีความสามารถในการรองรับผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนที่เกิดขึ้นได้
 การที่บอนด์ยีลด์เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% หรือ 50 สตางค์เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมานั้น ในมุมมองของนักลงทุนถือเป็นจังหวะที่เอื้อต่อการเข้าลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนที่จูงใจขึ้นในภาวะที่ตลาดเริ่มมีเสถียรภาพ