thansettakij
thansettakij
กูรูชี้ตลาด “ชินสงคราม” ลุ้นฮอร์มุซคลาย จับตา กนง.คงดอกเบี้ย หนุน SET รีบาวด์

กูรูชี้ตลาด “ชินสงคราม” ลุ้นฮอร์มุซคลาย จับตา กนง.คงดอกเบี้ย หนุน SET รีบาวด์

29 เม.ย. 69 | 05:02 น.
อัปเดตล่าสุด :29 เม.ย. 69 | 05:03 น.

โบรกคาดตลาดหุ้นโลกเริ่ม “ชินสงคราม” แม้น้ำมันพุ่งเกือบ 3% จากฮอร์มุซตึงเครียด จับตาดีลชั่วคราวสหรัฐ–อิหร่านคลี่คลาย พร้อมลุ้น กนง.คงดอกเบี้ย 1% หนุน SET รีบาวด์ ชูเก็บหุ้นดิ่งลึก BEM-BBL-GULF นำทีม

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นเริ่มมีภาวะชินชากับข่าวสงคราม และมีปัจจัยบวกที่ต้องจับตาคือความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติ "คงอัตราดอกเบี้ย" ไว้ที่ 1.00% ในการประชุมวันนี้
  • การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำของ กนง. ถูกมองว่าเป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยหนุนให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) ฟื้นตัวขึ้นได้ตามสถิติในอดีต

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกเมื่อวานนี้เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ โดยสหรัฐฯ อยู่ที่ -0.1% ถึง +0.2% และยุโรป -0.6% ถึง -0.2% ทิศทางดังกล่าวสวนทางกับราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่พุ่งขึ้นเกือบ 3% หลังจากที่การเจรจาสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงหยุดชะงัก

ภาพรวมนี้สะท้อนว่าตลาดหุ้นเริ่มมีภาวะ "ชินชา" กับข่าวสงครามแล้ว อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าอิหร่านได้เสนอ "ข้อตกลงชั่วคราว" โดยจะยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการที่สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมท่าเรือ สอดคล้องกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Social Truth ว่าอิหร่านต้องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เร็วที่สุด ซึ่งหากสัญญาณความตึงเครียดนี้ผ่อนคลายลง อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงได้ 

นอกจากนี้ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 จะมี 2 เหตุการณ์สำคัญระดับโลก คือ

  1. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 จะถอนตัวออกจาก OPEC ซึ่งในระยะยาว UAE มีแผนขยายกำลังการผลิตจาก 3.4 ล้านบาร์เรล/วัน เป็น 5 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มอุปทานน้ำมันเข้าสู่ตลาด
  2. วันครบกำหนด 60 วัน ตามกฎหมายอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ของสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์จะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสหากจะทำสงครามต่อ หรือต้องถอนกำลังทหารภายใน 30 วัน

สำหรับเศรษฐกิจในประเทศ กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.6% (จากเดิมที่คาดไว้ 2.0%) สาเหตุหลักมาจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งฉุดให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 3.0% (จากปี 2568 ที่ติดลบ -0.1%) ขณะที่การลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มลดลงอย่างหนัก โดยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.7% จากที่เคยโตถึง 8.9% ในปีก่อน และแม้การส่งออกจะโตได้ 6.2% แต่การนำเข้ากลับพุ่งสูงถึง 13.9% ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง

ในด้านนโยบายการเงิน วันนี้ (29 เม.ย.) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 24 ท่านจาก Bloomberg คาดการณ์ตรงกัน 100% ว่า กนง. จะมีมติ "คงอัตราดอกเบี้ย" ไว้ที่ 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและคุมเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ สถิติที่น่าสนใจคือ ในอดีตเมื่อ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ (รอบดอกเบี้ยขาลง) ตลาดหุ้น (SET Index) มักจะมีปฏิกิริยาเชิงบวกและสามารถรีบาวด์ปรับตัวขึ้นได้ จึงคาดหวังว่าดัชนีในวันนี้จะเกิดรูปแบบเดียวกัน (ส่วนทิศทางดอกเบี้ยโลกในสัปดาห์นี้ คาดว่าธนาคารกลางหลักทั้ง FED, ECB และ BOE จะมีมติคงดอกเบี้ยเช่นกัน โดยล่าสุด BOJ ได้ประกาศคงดอกเบี้ยที่ 0.75% ไปแล้ว)

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้ เพิ่มสัดส่วนการถือเงินสดเป็น 30 - 40% ของพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน และแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นที่เคยถูกกดดันจากวิกฤตสงครามจนราคาปรับย่อตัวลงมาลึก (Laggard) ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวสูง ได้แก่ BA, ERW, CENTEL, CBG, MINT, GPSC, BH, BGRIM, ICHI, BDMS และ SJWD โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวันคือ BEM, BBL และ GULF