
โบรกชี้ 'ไทยช่วยไทยพลัส' อัด 1.36 แสนล้าน หนุนค้าปลีก-อาหาร ชู CPALL–CBG เด่น
กูรูชี้ตลาดชินชาสงคราม จับตาแบงก์ชาติทั่วโลกคงดอกเบี้ย ลุ้นรัฐคลอด 'คนละครึ่ง พลัส' แจก 4,000 บาท ดันหุ้นค้าปลีก-อาหารเด่น ชู BEM-BBL-DELTA นำทีม
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยช่วยไทย พลัส" อัดฉีดเม็ดเงิน 1.36 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเป็นเวลา 4 เดือน
- โครงการแบ่งเป็น "คนละครึ่ง พลัส" สำหรับประชาชนทั่วไป 20 ล้านคน และมาตรการเสริมสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านคน โดยให้เงินช่วยเหลือคนละ 4,000 บาท
- บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ประเมินว่ามาตรการนี้จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม โดยยกให้ CPALL และ CBG เป็นหุ้นเด่นที่ได้รับประโยชน์
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกเริ่มมีอาการ "ชินชา" กับข่าวสงคราม โดยวานนี้ (27 เม.ย.69) เคลื่อนไหวในกรอบแคบ (สหรัฐฯ -0.1% ถึง +0.2%, ยุโรป -0.6% ถึง -0.2%) สวนทางกับราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่พุ่งขึ้นเกือบ 3% หลังจากที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงหยุดชะงัก
ทั้งนี้ มองว่ายังคงต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าอิหร่านได้เสนอ "ข้อตกลงชั่วคราว" โดยจะยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการที่สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมท่าเรือ ซึ่งหากสัญญาณความตึงเครียดนี้ผ่อนคลายลง อาจเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงได้
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในสัปดาห์นี้คือ การประชุมของธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่าภาพรวมจะพิจารณา "คงอัตราดอกเบี้ย" เพื่อรอดูทิศทางเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ที่อาจเพิ่มขึ้นจากค่าแรงและภาคบริการ โดยในสัปดาห์นี้คาดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะคงดอกเบี้ยที่ 0.75%, คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.00%, ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คาดคงที่ 3.75%, ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดคงที่ 2.00% และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คาดคงที่ 3.75%
ในส่วนของทิศทางตลาดหุ้น หลังจากที่ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมาแรงถึงประมาณ 10% ในเดือนเมษายน (สูงที่สุดในรอบ 6 ปี) ฝ่ายวิจัยประเมินว่าตลาดหุ้นโลกมีโอกาสที่จะค่อยๆ ลดระดับความร้อนแรงและย่อตัวลงในระยะถัดไป เพื่อรอดูผลกระทบของเงินเฟ้อต่อเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งโดยสถิติแล้วหลังผ่านพ้นวิกฤตน้ำมัน ตลาดหุ้นมักจะผันผวนออกข้าง
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ การเติบโตในปีนี้อาจไม่โดดเด่นมากนัก รัฐบาลจึงเตรียมเข็นแพ็กเกจใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ชื่อ "ไทยช่วยไทย พลัส" โดยใช้งบประมาณที่เหลือของปี 2569 มาอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 โครงการหลัก ได้แก่
- โครงการคนละครึ่ง พลัส (สำหรับคนทั่วไป) : เป้าหมายผู้ได้สิทธิกว่า 20 ล้านคน รับเงินคนละ 4,000 บาท (ทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน) โดยรัฐจะช่วยสมทบจ่ายให้ 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เตรียมเปิดลงทะเบียนในเดือน พ.ค. 69 และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 69
- มาตรการเสริม (สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) : เป้าหมายประมาณ 14 ล้านคน รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 4,000 บาท (เดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน) โดยกลุ่มนี้สามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้เต็มจำนวน 100% โดยไม่ต้องจ่ายเงินตนเองสมทบ
ด้านกลยุทธ์การลงทุนนั้น ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำถือเงินสดเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงรับความผันผวน ขณะเดียวกันการอัดฉีดเม็ดเงินของรัฐบาลผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส จะส่งผลดีต่อหุ้น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่มค้าปลีก : ได้รับประโยชน์ทางตรงที่สุด แนะนำ CPALL, BJC และ CPAXT
- กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม : ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น แนะนำ CBG, OSP, SNNP และ ICHI
- กลุ่มการเงิน : กำลังซื้อที่ดีขึ้นช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ แนะนำ MTC และ TIDLOR
- กลุ่มเทคโนโลยี : รับอานิสงส์จากการพัฒนาระบบหลังบ้านหรือแอปฯ เป๋าตังเพื่อรองรับผู้ใช้งาน 20-30 ล้านคน แนะนำ BE8 และ BBIK
โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) แนะนำ ได้แก่ BBL, BEM, DELTA, CPAXT, BJC, CBG และ OSP
ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติมนั้น ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำจับตาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่รายงานงบแข็งแกร่ง นำโดยบริษัท ADVANTEST (6857 JP) ที่รายงานรายได้และกำไรไตรมาส 4 สูงสุดทุบสถิติใหม่ (EPS โต 220% จากปีก่อน ดีกว่าคาด 35%) หนุนจากยอดขายเครื่องทดสอบชิปที่เติบโตเด่น
นอกจากนี้ แนะนำเก็งกำไรใน DR : WUXIAT80 อ้างอิงหุ้น WUXI APPTEC (2359 HK) หลังรายงานกำไรไตรมาส 1 แข็งแกร่งจากออเดอร์ผลิตยาลดน้ำหนักประเภท GLP-1 ที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทปรับเป้าหมายการเติบโตธุรกิจกลุ่มนี้ขึ้นสู่ระดับ 40% จากปีก่อน)





