
สงครามกดตลาดตราสารหนี้ ThaiBMA ชี้ ไตรมาส 2 เสี่ยงหุ้นกู้ 'ยืดหนี้' เพิ่ม
ตลาดหุ้นกู้ไทยยังอยู่ในโหมดระวังความเสี่ยง ThaiBMA ชี้ไตรมาส 2 แนวโน้ม Default ไม่เร่งตัว แต่การ 'ยืดหนี้' มีโอกาสเพิ่มขึ้น จับตากว่า 20 ราย ขณะสงครามกดบรรยากาศลงทุน ทำยอดออกหุ้นกู้ ไตรมาส 1 หด 15% โดยเฉพาะกลุ่ม High Yield ที่ชะลอตัวแรง
KEY
POINTS
- ThaiBMA คาดการณ์ว่าในไตรมาส 2/2569 ความเสี่ยงที่หุ้นกู้จะขอ 'ยืดหนี้' หรือปรับโครงสร้างหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยกำลังจับตากลุ่มเสี่ยงกว่า 20 บริษัท
- สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางสร้างความผันผวนและกดดันตลาด ทำให้ยอดการออกหุ้นกู้ในไตรมาส 1/2569 ลดลง 15.5% เนื่องจากผู้ออกชะลอการระดมทุน
- ในไตรมาส 1/2569 มีหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้แล้ว 4 บริษัท มูลค่ารวมประมาณ 4,352 ล้านบาท และมีการปรับโครงสร้างหนี้อีก 3 บริษัท
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า แนวโน้มจำนวนหุ้นกู้ที่เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ (Default) ในช่วงไตรมาส 2/2569 มองว่าอาจยังไม่สามารถประเมินได้ในตอนนี้ แต่เชื่อว่าคงอาจไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาส 1/2569
เนื่องจากกลุ่มที่คิดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นคือจำนวนหุ้นกู้ที่ปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า เพราะเมื่อรู้ว่าเกิดสถานการณ์ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ก็อาจมีการขอประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อเจรจาขอผ่อนผันการชำระหนี้ออกไปก่อน ทั้งนี้ ยอมรับว่าปัจจุบันมีกลุ่มที่กำลังจับตามอง หลังเสี่ยงจะถูกยืดหนี้มากกว่า 20 ราย
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 1/2569 พบว่า หุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระจำนวน 4 ราย มูลค่าสุทธิรวมประมาณ 4,352 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A, บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF, บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND และบริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY (เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL) เป็นต้น
ในขณะที่หุ้นกู้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วมีจำนวน 3 ราย มูลค่าสุทธิรวม 422 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A, บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ PPS และบริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EP
อีกทั้งยังยืนยันว่าไม่ปรับลดเป้าการออกหุ้นกู้เอกชนปี 2569 ที่คาดไว้ประมาณ 8.8 - 9 แสนล้านบาท แม้ในช่วงไตรมาส 1/2569 จะมียอดออกหุ้นกู้ราว 171,889 ล้านบาท ซึ่งลดลง 15.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 203,486 ล้านบาท
เป็นผลจากการออกหุ้นกู้ของกลุ่ม Investment grade ลดลง 13% และกลุ่ม High yield ลดลงกว่า 43.5% หลังจากเกิดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้ออกชะลอการออกหุ้นกู้และหันไปกู้เงินจากสถาบันการเงินก่อน รวมถึงหุ้นกู้ที่ครบกำหนดรีไฟแนนซ์ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแบงก์ ซึ่งมีสภาพคล่องเพียงพอในการไถ่ถอนได้อยู่แล้ว
"หุ้นกู้ผิดนัดชำระที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีปัญหาลากยาวมาช่วง 2-3 ปีแล้ว เนื่องจากสภาพคล่องที่ตึงตัว และบางส่วนมีความพยายามในการผ่อนผันการชำระหนี้โดยผ่านการขอยืดหนี้ออกไปก่อน เพราะการหาเงินก้อนใหญ่ในการชำระคืนเงินต้นยังไม่มี จึงกลายเป็นหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจากแนวโน้มแบบนี้จึงมองว่าตราบใดที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีมีโอกาสเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่หากภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นก็คิดว่าในแง่ความสามารถทำมาหาได้ของธุรกิจ โอกาสที่บริษัทเหล่านี้จะพลิกกลับมาดำเนินการและมีกำไร รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นก็สูงขึ้น"
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่าอจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯในปีที่แล้ว ต่อเนื่องมาถึงสงครามสหรัฐ-อิสราเอลต่ออิหร่านที่กำลังเกิดขึ้น ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวนและเกิดแรงกดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
ซึ่งรวมถึงบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ โดยในไตรมาส 1/2569 ตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัว 1.7% มาอยู่ที่ 18.2 ล้านล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นสำคัญ ขณะที่ตราสารหนี้ภาคเอกชนมีมูลค่าคงค้างใกล้เคียงเดิมที่ 4.5 ล้านล้านบาท
ส่วนนักลงทุนต่างชาติมียอดการซื้อสุทธิ 19,589 ล้านบาท สำหรับผลสำรวจการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปีนี้ ขณธที่มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ 18.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 96% ของ GDP เพิ่มขึ้น 1.7% จากสิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก
นอกจากนี้ มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) เท่ากับ 171,889 ล้านบาท โดยผู้ออกในกลุ่ม Investment grade (IG) สามารถออกได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกที่ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว
ขณะที่กลุ่ม HY ออกหุ้นกู้โดยรวมได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY PROPERTY และ FOOD and BEVERAGE ตามลำดับ
ด้านนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 19,589 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อสุทธิในเดือนม.ค.และ ก.พ. 2569 รวม 56,061 ล้านบาท ก่อนพลิกเป็นการขายสุทธิในเดือนมี.ค. ประมาณ 36,472 ล้านบาท หลังเกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 นักลงทุนต่างชาติมีการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 19,589 ล้านบาท
และมียอดการถือครองเท่ากับ 9.37 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ขยับตัวสูงขึ้นทุกรุ่นอายุในลักษณะ Bear Steepening โดย Bond yield ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าระยะสั้น สืบเนื่องจากความกังวลอัตราเงินเฟ้อจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
โดย Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 25, 42 และ 55 bps. จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.38%, 1.70% และ 2.21% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569
สำหรับอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 28-59 bps. ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA AA A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.09% 2.35% 2.82% และ 4.37% ตามลำดับ
อัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี 2569 มีแนวโน้มคงตัว หลังผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า ในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี 2569 กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00%
ส่วนการคาดการณ์ Bond yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ในปี 2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยราว 5 bps. จากสิ้นไตรมาส 1 โดยมีปัจจัยหลักจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อัตราเงินเฟ้อและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
"จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในปีที่แล้ว ต่อเนื่องมาถึงสงครามสหรัฐ-อิสราเอลต่ออิหร่านที่กำลังเกิดขึ้น ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวนและเกิดแรงกดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรวมถึงบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้"





