KBANK กำไรปี 2568 ลด 0.8% รายได้ดอกเบี้ยหด NIM ลด คุม NPL ที่ 3.2%

21 ม.ค. 2569 | 03:15 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ม.ค. 2569 | 06:47 น.

KBANK กำไรปี 2568 ลดลงเล็กน้อย 0.8% จากแรงกดดันดอกเบี้ยขาลงและสินเชื่อโตชะลอ ฉุดรายได้ดอกเบี้ย–NIM ปรับลด แต่รายได้ค่าธรรมเนียม ประกัน และกำไรลงทุนโตเด่น หนุนฐานะการเงินแข็งแกร่ง

KEY

POINTS

  • ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มีกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 49,565 ล้านบาท ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • สาเหตุหลักที่กำไรลดลงมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่หดตัว 7.33% ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลงมาอยู่ที่ 3.23%
  • ธนาคารสามารถควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ โดยมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL) อยู่ที่ระดับ 3.20%

ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK รายงานผลประกอบการปี 2568 และไตรมาส 4/2568 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร  49,565 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากปีก่อน

กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนทุนค้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้มีจำนวน 109,951 ล้านบาท ลดลง 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% จากปีก่อน

หลักๆ เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มีจำนวน 137,152 ล้านบาท ลดลง 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปี เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23%

 

อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75% โดยหลักเกิดจาก ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่เติบโตขึ้น, รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เติบโต 

ส่วนใหญ่จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ้าผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อย รวมทั้งพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เอื้อในการลงทุน

รวมไปถึงกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินต่างๆ และรายได้จากการลงทุน ด้วยนโยบายการกระจายความเสี่ยงการลงทุน และการสร้างผลตอบแทนอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับภาวะตลาด

สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ มีจำนวน 84,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 599 ล้านบาท หรือ 0.71% ซึ่งได้รวมค่าใช้จ่ายพิเศษในการดูแลพนักงานเพิ่มเติม โดยธนาคารและบริษัทย่อยยังคงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity)

ส่วนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 43.56%

นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 40,312 ล้านบาท ลดลง 14.69% โดยยังคงเป็นสำรองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบ ซึ่งปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสำรองฯ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และความไม่แน่นอนของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความท้าย

ด้านผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 เปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่า จะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ที่ 24,825 ล้านบาท ลดลง 3,455 ล้านบาท หรือ 12.22% จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ มีจำนวน 23,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,061 ล้านบาท หรือ 9.84% ซึ่งเป็นตามฤดูกาลของการใช้จ่าย

ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง 10,265 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตยังคงเผชิญความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง

กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาส 4/2568 จึงมีจำนวน 10,278 ล้านบาท ลดลงจาก ไตรมาสก่อนจำนวน 2,729 ล้านบาท หรือ 20.98%

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 4,558,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 217,664 ล้านบาท หรือ 5.01% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ปรับปรุงใหม่ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนสุทธิ ซึ่งเป็นการลงทุน ตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม เงินให้สินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อยเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ โดยธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม และยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ ระดับ 3.20% ซึ่งยังคงต้องดำเนินการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครคิดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 162.75%

สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 20.35%