ธรรมชาติเปลี่ยนเกม เมื่อ Biodiversity กลายเป็นโจทย์ของผู้บริหาร-นักลงทุน

17 ม.ค. 2569 | 23:30 น.

จากกรอบ TNFD ถึง CG Code ก.ล.ต. สัญญาณชัดว่า Biodiversity ไม่ใช่เรื่อง CSR แต่คือความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ที่กระทบมูลค่ากิจการและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระยะยาว

KEY

POINTS

  • ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ได้กลายเป็นโจทย์สำคัญทางธุรกิจที่ผู้บริหารและนักลงทุนต้องให้ความสำคัญ จากแรงผลักดันของนโยบายสากล มาตรฐานการรายงาน และความคาดหวังของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น
  • คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง (Tone from the Top) เพื่อบูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับกลยุทธ์องค์กร การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจทางการเงิน
  • นักลงทุนสถาบันและผู้ประเมิน ESG ทั่วโลกกำลังเพิ่มแรงกดดันให้บริษัทต่างๆ จัดการความเสี่ยงและแก้ไขปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความน่าเชื่อถือขององค์กร

การให้ความสำคัญกับ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” หรือ Biodiversity ไม่ได้เพียงเพื่อลดความเสี่ยงด้านธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ หรือสิทธิมนุษยชน เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจ ทั้งการเข้าถึงตลาดทุนและแหล่งเงินทุน การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ การสร้างความน่าเชื่อถือแก่องค์กร ตลอดจนการสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

ฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้มุมมองว่า ที่ผ่านมา มีการผลักดันให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น ทั้งจากนโยบายระดับโลก เช่น กรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก  (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: KM-GBF)

นโยบายระดับประเทศ เช่น การที่ประเทศไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับประเทศ (National Biodiversity Strategies and Action Plans: NBSAPs) และเป้าหมายระดับชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 

ไปจนถึงมาตรฐานการรายงานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น European Sustainability Reporting Standards (ESRS E4) และ Global Reporting Initiative (GRI 101 Biodiversity 2024) และมาตรฐานที่เชื่อมโยงกับรายงานทางการเงินอย่าง International Sustainability Standards Board (ISSB)

ซึ่งปัจจุบันมีแผนพัฒนามาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติ โดยใช้กรอบของ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) เป็นกรอบอ้างอิงด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันความคาดหวังจากฝั่งผู้ลงทุนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่างๆ ที่มุ่งให้บริษัทดำเนินการด้านธรรมชาติและแก้ไขปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น “Nature Action 100” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างผู้ลงทุนกว่า 200 รายที่บริหารจัดการมูลค่าสินทรัพย์ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568)

เพื่อสนับสนุนการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการสูญเสียธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของบริษัทและ “PRI’s Spring” โครงการของกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันกว่า 200 แห่ง มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ เดือนกรกฎาคม 2568) ที่มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านธรรมชาติและรับมือกับความเสี่ยงเชิงระบบจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ  

นอกจากนี้ ผู้ประเมิน ESG หลายแห่งได้ผนวกความหลากหลายทางชีวภาพเข้าเป็นองค์ประกอบหลักในการประเมิน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณ การประเมินการพึ่งพา ผลกระทบ และความเสี่ยง ตลอดจนการจัดทำแผนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ

ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจกำลังเผชิญแรงผลักดันทั้งทางตรงและทางอ้อมในการยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และมุ่งสู่การดำเนินงานที่สนับสนุนเป้าหมายธรรมชาติเชิงบวก (Nature-positive)  ซึ่งกำลังเป็นความคาดหวังใหม่ของผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย 

เพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการและแนวโน้มข้างต้น ภาคธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ โดยการดำเนินงานควรเริ่มจากคณะกรรมการและผู้บริหารในฐานะผู้กำหนดทิศทาง (Tone from the Top)

ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่กลยุทธ์องค์กร เพื่อช่วยให้สามารถประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม

ในรายงานสถานะ TNFD 2025 (TNFD 2025 Status Report) พบว่า 65% ของผู้ตอบแบบสอบถาม (ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในตลาดทุน จำนวน 168 ราย) ระบุว่า คณะกรรมการหรือผู้บริหารขององค์กรได้ตระหนักถึงประเด็นธรรมชาติและกำลังพิจารณาจัดการความเสี่ยงดังกล่าว 

และเพื่อช่วยให้คณะกรรมการสามารถกำกับดูแลและบูรณาการประเด็นธรรมชาติเข้าสู่กลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง การรายงาน และการจัดสรรเงินทุนขององค์กรอย่างเหมาะสม TNFD ได้เผยแพร่คู่มือ Asking Better Questions on Nature for Board Directors โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

(1) การทำความเข้าใจความสำคัญของธรรมชาติต่อธุรกิจ – การระบุตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีการพึ่งพาและผลกระทบต่อธรรมชาติ (Location-specificity) การประเมินความเสี่ยงทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงิน และความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ

(2) การบูรณาการธรรมชาติเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ – การประเมินและวัดการพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ การใช้ข้อมูลและตัวชี้วัดที่เหมาะสม การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย และการบูรณาการเรื่องธรรมชาติในการตัดสินใจระยะสั้นและระยะยาว

(3) การทำความเข้าใจบริบทภายนอก – การติดตามแนวโน้มด้านตลาด มาตรฐาน กฎระเบียบ และความคาดหวังของผู้ลงทุน รวมถึงการเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในประเด็นข้างต้น

(4) ความสามารถและความพร้อมขององค์กรต่อประเด็นธรรมชาติ – การพิจารณาความพร้อมของคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงด้านทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ การออกแบบกระบวนการให้ความรู้ต่อเนื่อง และการสร้างขีดความสามารถขององค์กรในระยะยาว

(5) การทบทวนของคณะกรรมการ (Board Reflection) – การประเมินการปฏิบัติตามหน้าที่ทางกฎหมายของคณะกรรมการเกี่ยวกับประเด็นธรรมชาติ การประเมินระบบการกำกับดูแลในองค์กร และการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ แนวทางเหล่านี้สอดคล้องกับ “หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน” หรือ CG Code ซึ่ง ก.ล.ต. ออกในปี 2560 เพื่อเป็นหลักปฏิบัติให้คณะกรรมการบริษัทจดทะเบียน โดยในหลักปฏิบัติ 5.2 ระบุไว้ว่า คณะกรรมการควรติดตามดูแลให้ฝ่ายจัดการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมการดูแลและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบธุรกิจ CG Code

จึงเป็นพื้นฐานที่บริษัทจดทะเบียนไทยคุ้นเคยและสามารถต่อยอดร่วมกับข้อแนะนำของ TNFD เพื่อบูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพสู่การกำกับดูแลกลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยงขององค์กรให้ครอบคลุมและมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น 

ท่ามกลางบริบทที่ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของธุรกิจ ทำให้ประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายงานที่ดูแลเรื่องความยั่งยืนเท่านั้น

แต่เป็นวาระร่วมของคณะกรรมการและผู้บริหารทุกระดับที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนทิศทางโดยรวม และเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรในการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน

คณะกรรมการและผู้บริหารจึงควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการประเด็นดังกล่าวเข้ากับการกำกับดูแลและกลยุทธ์องค์กร เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่ง ก.ล.ต. พร้อมสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนผ่านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ การให้ข้อมูลและแนวทางที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการส่งเสริมการรายงานที่โปร่งใสสอดคล้องกับมาตรฐานสากล