
ดัน TISA ซื้อหุ้นตรง เม็ดเงินเข้าตลาดทุน รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 8 แสน
โค้งสุดท้ายของเทศกาลลดหย่อนภาษีปี 2568 คลังเปิดตัว TISA บัญชีออมหุ้น ดันเม็ดเงินเข้าตลาดทุน พร้อมลดหย่อนภาษีสูงสุด 8 แสนบาท กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท 11.4 ล้านคนได้ประโยชน์สูงสุด เปิดโผ 10 กองทุนเด่น รับสิทธิภาษีเต็มประสิทธิภาพ
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมผลักดันบัญชี TISA (Thailand Individual Savings Account) ที่เปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นไทยรายตัวได้โดยตรง เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว
- สามารถนำเงินลงทุนในหุ้นผ่านบัญชี TISA มาลดหย่อนภาษีได้ตามจริงสูงสุด 800,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินรวมกับกองทุนลดหย่อนภาษีอื่นๆ
- มีเงื่อนไขการลงทุนที่ต้องถือครองหลักทรัพย์ในบัญชีไม่น้อยกว่า 5 ปี และจะสามารถไถ่ถอนได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
- มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนโดยตรง และส่งเสริมความมั่นคงทางการเงินเพื่อรองรับสังคมสูงวัย
คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2568 ได้พิจารณามาตรการส่งเสริมออมของประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินรองรับสังคมสูงอายุผ่านบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account) หรือ โครงการ 'TISA' ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เสาหลักเศรษฐกิจ ภายใต้ชุดนโยบาย 'Quick Big Win'
เพิ่มลดหย่อนเป็น 8แสนบาท
TISA คือ บัญชีเงินออมเพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นไทยรายตัวได้เองและนำไปลดหย่อนภาษีได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกองทุนรวมอย่าง RMF หรือ SSF แบบเดิมๆ ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่าน กระทรวงการคลังได้เพิ่มเติมการหักลดหย่อนภาษีจาก 500,000 บาทเป็น 800,000 บาท สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เงินสะสมและเงินค่าซื้อหน่วยลงทุน
สามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2 กรณี คือ กรณีผู้มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ให้หักลดหย่อนได้ 1.3 เท่า สูงสุดไม่เกิน 1.04 ล้านบาท ต่างจากปัจจุบันหักลดหย่อนได้ 1 เท่า และกรณีมีเงินได้เกิน 1.5 ล้านบาท ให้หักลดหย่อนได้ 0.7 เท่า หรือสูงสุดไม่เกิน 560,000 บาท โดยเงินลดหย่อนสูงสุดนี้ยังนับว่า สูงกว่าปัจจุบันที่ให้ลดหย่อนได้ 500,000 บาท
สำหรับหุ้นที่ออมใน TISA สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 800,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินเดียวกับการลงทุนอย่างอื่นที่ลดหย่อนได้ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. ประกันบำนาญ RMF ThaiESG
ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ต้องถือหลักทรัพย์ในบัญชี TISA ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันซื้อหลักทรัพย์ใน TISA ครั้งแรกไถ่ถอนหลักทรัพย์เมื่อผู้มีเงินได้อายุไม่ตํ่ากว่า 55 ปีบริบูรณ์
‘เอกนิติ’ยํ้าลดเหลื่อมลํ้า
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การกำหนดเพดานการลดหย่อนภาษีรวมทุกรายการไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี เพื่อลดความเหลื่อมลํ้า เนื่องจากที่ผ่านมา คนรวยมักได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีมากกว่า
และการให้ผู้มีรายได้ตํ่ากว่า 1.5 ล้านบาท ได้ลดหย่อนเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่ 11.4 ล้านคน จะได้ประโยชย์จากส่วนนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงอายุ และมีแหล่งระดมเงินออมมากขึ้น มีเงินเข้าตลาดทุนมากขึ้น
สำหรับปี 2568 กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายเทศกาลลดหย่อนภาษีแล้ว ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากกำลังมองหากองทุนเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งกองทุน Thai ESG และ RMF ที่ช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ
การเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจกันได้ง่าย เพราะนอกจากจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่คาดหวังแล้ว ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ ระยะเวลาการลงทุนที่มีข้อผูกมัดแตกต่างกัน รวมถึงเป้าหมายทางการเงินในอนาคตของแต่ละบุคคล
นายกฤช โคมิน CFA. Head of Wealth Product & Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า การลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีไม่ควรมองเพียงแค่ประโยชน์ด้านภาษีเพียงอย่างเดียว
“แต่ควรมองเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงินระยะยาวด้วย โดยเฉพาะกองทุน RMF ที่ออกแบบมาเพื่อการเกษียณ และควรเลือกด้วยความรอบคอบและสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของตนเอง”นายกฤชกล่าว
รวมทั้งสำหรับนักลงทุนกลุ่ม High Net Worth ที่มีฐานภาษีในระดับสูง ในโค้งสุดท้ายปี 2568 นี้ สามารถวางแผนการลงทุนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดรวมกันถึง 8 แสนบาท ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการบริหารภาษีและสร้างพอร์ตการลงทุนระยะยาวไปพร้อมกัน
แม้จะมีกองทุนให้เลือกมากมาย แต่ถ้าเข้าใจหลักการเลือกที่ถูกต้อง ก็จะสามารถตัดสินใจได้ไม่ยาก การเลือกกองทุนที่เหมาะสมจะช่วยให้นักลงทุนสามารถถือครองกองทุนได้ในระยะยาวโดยไม่กังวลจนเกินไป และยังเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีตามเป้าหมายที่วางไว้
เปิด10 กองทุนลดหย่อนภาษี
กองทุน Thai ESG
- KKP GB THAI ESG (ความเสี่ยงระดับ 3 = เสี่ยงปานกลางค่อนข้างตํ่า) – ตัวเลือก Best in Class กองทุนตราสารหนี้ภาครัฐระยะยาวสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษี ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุน มีความเสี่ยงตํ่ากว่าเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทอื่น จุดเด่นคือผลตอบแทนที่ค่อนข้างสมํ่าเสมอ แม้ในช่วงสั้นๆ อย่าง 1-3 เดือนอาจเห็นผันผวนบ้าง เพราะรับแรงกดดันจากทิศทางอัตราดอกเบี้ย แต่โดยรวมถือว่านิ่งกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ
- K-BL30-THAIESG (ความเสี่ยงระดับ 5 = เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) -กองทุนผสม เน้นตราสารหนี้และมีกระจายการลงทุนในหุ้นไทย 30% มีความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างโอกาสเติบโตและการบริหารความผันผวนของพอร์ต ให้ผลลัพธ์ที่เสถียรกว่ากองทุนหุ้นล้วนในช่วงตลาดผันผวน และยังคงมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ล้วนในระยะกลางถึงยาวในเชิงกลยุทธ์
- SCBTP (ThaiESGA) (ความเสี่ยงระดับ 6 = เสี่ยงสูง) – เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีฐานธุรกิจมั่นคง และมีมาตรฐานด้าน ESG ที่ดี กองทุนมีลักษณะเป็น Equity Exposure มากกว่ากองทุนผสม ทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น ขณะเดียวกันอาจจะก็ต้องแลกมากับความผันผวนที่สูงขึ้นในระยะสั้น
กองทุน RMF
- K-FIRMF (ความเสี่ยงระดับ 4 = เสี่ยงปานกลางค่อนข้างตํ่า) – กองทุนแกนหลักสำหรับพอร์ตเกษียณ ที่เน้นความมั่นคงระยะยาว เป็น RMF สายตราสารหนี้ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นฐานที่มั่นของพอร์ตลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการความเสี่ยงตํ่า และอยากให้เงินเกษียณเติบโตไปแบบนิ่งๆ ลงทุนแบบกระจายตัวในตราสารหนี้คุณภาพดีภายในประเทศ ทั้งพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง ให้ผลตอบแทนที่สมํ่าเสมอ
- UGISRMF (ความเสี่ยงระดับ 5 = เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) – ทางเลือก Income Fund ระดับโลก สำหรับสร้างกระแสรายได้สมํ่าเสมอในพอร์ตเกษียณ เน้นสร้างกระแสรายได้มั่นคงผ่านการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก โดยส่งเงินไปบริหารต่อผ่านกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตราสารหนี้อันดับต้นๆ ของโลก ช่วยเสริมเสถียรภาพให้พอร์ตโดยรวม กระจายความเสี่ยงออกนอกตลาดไทย และเน้นสร้างรายได้สมํ่าเสมอ
- ES-GQGRMF (ความเสี่ยงระดับ 6 = เสี่ยงสูง) – Global Quality RMF สำหรับการสร้างการเติบโตระยะยาวของพอร์ตเกษียณ เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพสูงจากทั่วโลก ผ่านกองทุนหลัก Wellington Global Quality Growth หนึ่งในทีมบริหารสินทรัพย์ชื่อดังที่มีประสบการณ์ยาวนาน และยังได้รับเรตติ้งระดับ 5 ดาวจาก Morningstar คัดหุ้นแบบละเอียดทีละตัว เน้นบริษัทที่มีความแข็งแรงจริงๆ ทั้งในเรื่องกำไรที่เติบโตดี และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในอนาคต
- KFGGRMF (ความเสี่ยงระดับ 6 = เสี่ยงสูง) – Global Growth RMF สำหรับการสร้างการเติบโตระยะยาวของพอร์ตเกษียณ กองทุน RMF ระดับ Morningstar 5 ดาว สายหุ้นต่างประเทศที่เน้นลงทุนในบริษัทระดับโลกที่เป็นผู้ชนะระยะยาวมีศักยภาพเติบโตสูง เช่น กลุ่มเทคโนโลยีใหม่ สุขภาพ นวัตกรรม และธุรกิจที่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดยส่งต่อการบริหารจากกองทุน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund หนึ่งในผู้จัดการกองทุนระดับโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องการคัดเลือกหุ้นเติบโตคุณภาพดี
- ES-GAINCOMERMF (ความเสี่ยงระดับ 5 = เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) - กองทุน RMF ผสม ลงทุนแบบ Global Multi Asset Allocation ‘รายได้สมํ่าเสมอทั่วโลก’ กระจายการลงทุนลงทุนในตราสารหนี้ หุ้น และทรัพยย์สินอื่นๆ ที่มุ่งสร้างกระแสเงินสดสมํ่าเสมอควบคู่การควบคุมความผันผวน เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการรายได้ เสถียรภาพในระยะยาว
- SCBGOLDHRMF (ความเสี่ยงระดับ 8 = เสี่ยงสูงมาก) - กองทุน RMF ที่ลงทุนใน ทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยงพอร์ตและป้องกันเงินเฟ้อ เหมาะเป็นสินทรัพย์ Safe Haven ในช่วงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
- K-USXNDQRMF (ความเสี่ยงระดับ 6 = เสี่ยงสูง) - กองทุน RMF ที่ลงทุนอิงดัชนี NASDAQ 100 รวมสุดยอดหุ้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมของสหรัฐฯ เช่น Apple, Microsoft, Nvidia, Amazon เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนตรงธีม หุ้นผู้นำโลก แบบระยะยาว
ผู้ลงทุนควรเริ่มวางแผนภาษีและทยอยซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ อย่ารอจนถึงวันสุดท้ายของปีแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะหากลงทุนไม่ทัน อาจพลาดโอกาสรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีนี้ไปได้ โดยสามารถซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี RMF และ Thai ESG ได้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568
อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต กองทุนที่มีความเสี่ยงระดับสูง (ระดับ 6-8) มีความผันผวนสูงมาก โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ หรือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งอาจไม่เหมาะกับทุกคน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลกองทุน ทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน และประเมินความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง











