

KEY
POINTS
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ (2-5 ธ.ค. 68) มีแนวโน้มแกว่งตัวแบบ Sideway ออกข้าง
โดยนักลงทุนยังคงจับตาความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซียจะหารือเกี่ยวกับแผนสันติภาพในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังไม่มีแรงหนุนใหม่เข้ามาเสริมตลาด จึงคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีอยู่ที่ 1,220 - 1,280 จุด
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในช่วงนี้ โดยแบ่งเป็นปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและทิศทางเศรษฐกิจไทย ได้แก่ FedWatch Tool บ่งชี้ว่ามีโอกาสเกือบ 83% ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ในสัปดาห์หน้า
ขณะที่ปัจจัยบวกในประเทศมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนต.ค.68 ขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า ด้านอุปสงค์ปรับตัวดีขึ้นตามการส่งออกที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับดีขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวด ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้น
ส่วนปัจจัยลบ ที่น่าจับตา ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีการแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการทำข้อตกลงการค้าทวิภาคีระหว่างมาเลเซียและสหรัฐฯ โดยระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการค้าระดับโลกหรือความร่วมมือในภูมิภาค และไม่ควรกระทบต่อผลประโยชน์ของจีน
ด้านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า อุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวคิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 10,000 ล้านบาท จำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด เนื่องจากกระทบทั้งภาวะตลาดในระยะใกล้และภาพลักษณ์ประเทศไทยในภาพรวม
นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวเลขผลกระทบ SME โดนน้ำท่วม สูญ 1,500 ล้านบาทต่อวันและหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือน ตัวเลขรวมอาจแตะ 10,000 - 15,000 ล้านบาท
นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้นั้น แนะนำลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มเชิงบวก สินค้าส่งออกหลักในเดือนตุลาคม ได้แก่ เนื้อไก่สดแช่แข็ง และ อาหารสัตว์เลี้ยง ที่ยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง
โดยหุ้นที่ได้รับอานิสงส์ ได้แก่ GFPT, TFG, ITC และ AAI ซึ่งปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจส่งออกอาหารไทย ที่ยังคงมีโอกาสเติบโตแม้เผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก