thansettakij
กูรูชี้หุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งออกข้างไร้แรงหนุนใหม่ วางกรอบ 1,220 - 1,280 จุด

กูรูชี้หุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งออกข้างไร้แรงหนุนใหม่ วางกรอบ 1,220 - 1,280 จุด

02 ธ.ค. 2568 | 00:00 น.

โบรกส่องดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ (2-5 ธ.ค. 68) นี้ แกว่ง Sideway ออกข้าง นักลงทุนจับตาการเจรจาสันติภาพยูเครน-รัสเซียอย่างใกล้ชิด ปัจจัยในประเทศยังไร้แรงหนุนใหม่เข้าสู่ตลาด ฝ่ายวิจัยคาดกรอบดัชนีเคลื่อนไหว 1,220 - 1,280 จุด พร้อมแนะเก็งกำไรหุ้นส่งออกไก่ รับอานิสงส์ส่งออกเดือนต.ค. โต

KEY

POINTS

  • ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้คาดว่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) ในกรอบ 1,220 - 1,280 จุด เนื่องจากขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ในประเทศ
  • นักลงทุนจับตาการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครน-รัสเซีย และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมปลายปี
  • เศรษฐกิจไทยเดือน ต.ค. มีสัญญาณบวกจากการส่งออกและการบริโภค แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากผลกระทบน้ำท่วมในภาคใต้ที่สร้างความเสียหายต่อภาคการท่องเที่ยวและ SME

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ (2-5 ธ.ค. 68) มีแนวโน้มแกว่งตัวแบบ Sideway ออกข้าง

โดยนักลงทุนยังคงจับตาความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซียจะหารือเกี่ยวกับแผนสันติภาพในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังไม่มีแรงหนุนใหม่เข้ามาเสริมตลาด จึงคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีอยู่ที่ 1,220 - 1,280 จุด

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในช่วงนี้ โดยแบ่งเป็นปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและทิศทางเศรษฐกิจไทย ได้แก่ FedWatch Tool บ่งชี้ว่ามีโอกาสเกือบ 83% ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ในสัปดาห์หน้า

ขณะที่ปัจจัยบวกในประเทศมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนต.ค.68 ขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า ด้านอุปสงค์ปรับตัวดีขึ้นตามการส่งออกที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับดีขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวด ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้น

ส่วนปัจจัยลบ ที่น่าจับตา ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีการแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการทำข้อตกลงการค้าทวิภาคีระหว่างมาเลเซียและสหรัฐฯ โดยระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการค้าระดับโลกหรือความร่วมมือในภูมิภาค และไม่ควรกระทบต่อผลประโยชน์ของจีน

ด้านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า อุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวคิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 10,000 ล้านบาท จำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด เนื่องจากกระทบทั้งภาวะตลาดในระยะใกล้และภาพลักษณ์ประเทศไทยในภาพรวม

นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวเลขผลกระทบ SME โดนน้ำท่วม สูญ 1,500 ล้านบาทต่อวันและหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือน ตัวเลขรวมอาจแตะ 10,000 - 15,000 ล้านบาท

ปัจจัยในประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง

  • สัปดาห์ที่ 4 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค
  • วันที่ 17 ธ.ค. กำหนดประชุมกนง. ครั้งสุดท้ายของปี 2568

ปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม

  • วันที่ 2 ธ.ค. ญี่ปุ่น รายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย., อียู รายงานอัตราเงินเฟ้อเดือนพ.ย. (ประมาณการเบื้องต้น) และอัตราว่างงานเดือนต.ค.
  • วันที่ 3 ธ.ค. สหรัฐฯ รายงานตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนพ.ย. ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนก.ย. และดัชนีภาคบริการเดือนพ.ย.
  • วันที่ 9-10 ธ.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ครั้งสุดท้ายของปี 2568

แนะเก็งกำไรหุ้นส่งออกไก่

นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้นั้น แนะนำลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มเชิงบวก สินค้าส่งออกหลักในเดือนตุลาคม ได้แก่ เนื้อไก่สดแช่แข็ง และ อาหารสัตว์เลี้ยง ที่ยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง

โดยหุ้นที่ได้รับอานิสงส์ ได้แก่ GFPT, TFG, ITC และ AAI ซึ่งปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจส่งออกอาหารไทย ที่ยังคงมีโอกาสเติบโตแม้เผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก