
SJWD กางแผนปี 69 ทุ่มงบเฉียด 3 พันล้าน ขยายธุรกิจทั้งไทย-ตปท.
SJWD เปิดเกมรุกโลจิสติกส์อาเซียน ดันห้องเย็น–ขนส่งควบคุมอุณหภูมิโตแรง รับดีมานด์ย้ายฐานผลิตหลังสงครามการค้า พร้อมทุ่มงบกว่า 1,500-3,000 ล้าน ปิดดีลซื้อกิจการใหญ่ปี 69
KEY
POINTS
- SJWD ตั้งงบลงทุนสำหรับปี 2569 ไว้ประมาณ 1,500-3,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีการลงทุนขนาดใหญ่ในรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในต่างประเทศ
- บริษัทมุ่งเน้นขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็น
- งบลงทุนบางส่วนจะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำ AI มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการดำเนินงาน
นายบรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า ประเมินภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์ในปี 2569 ยังคงมีความท้าทายอย่างต่อเนื่องจากปีนี้
ทั้งนี้ ในปี 2569 มองว่า GDP ประเทศไทยอาจเติบโตได้ราว 2-3% สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับโลจิสติกส์อาจโตได้ไม่มาก จากปัจจัยดังกล่าวเป็นผลให้บริษัทวางแผนในการขยายการลงทุนในต่างประเทศไว้ในช่วงปีก่อน และวางเป้าหมายสัดส่วนกำไรจากธุรกิจต่างประเทศไว้ที่เฉลี่ยประมาณ 20% ซึ่งในปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับเฉลี่ยราว 16-17% แล้ว
ปีแห่งความท้าทายของโลจิสติกส์
ขณะที่ปี 2568 ต้องยอมรับเป็นปีที่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับโลจิสติกส์มีความท้าทาย เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มชะลอตัวลง การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายของประเทศหลักค่อนข้างเยอะ
โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ซึ่งมีท่าทีเพิ่มการเก็บภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้การขนส่งหยุดชะงักตั้งแต่กลางปี 2568 เป็นต้นมา เพราะผู้ประอบการและคู่ค้าของไทยได้มีการสั่งซื้อและขนส่งกันมากในช่วงต้นปีไปแล้ว กดดันให้ค่าฟรีทลดลงอย่างเห็นได้ชัดกว่า 20-30% การขนส่งจึงชะลอตัวลง
ส่งผลให้คนเริ่มมองหาทางเลือกอื่นๆ ที่มีพื้นที่อยู่ใกล้กับสหรัฐฯ มากขึ้น และต้องมองหาต้นทุนที่ถูกลง ทำให้กลุ่มประเทศอาเซียนถูกจับตา เพราะเรามีต้นทุนในการผลิตที่ถูกกว่า การผลิตคุณภาพดี ประชากรในอาเซียนก็มีเยอะกว่า 600 ล้านคน ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของอาเซียนดีกว่าส่วนอื่นๆ ของโลก
จากปัจจัยที่กล่าวมาทำให้ SJWD ให้ความสนใจในการขยายธุรกิจโลจิสติกส์ในแถบอาเซียนเป็นหลัก และไม่ได้มุ่งเน้นที่ฟรีดอย่างเดียว แต่ยังพยายาม ทำการขยายธุรกิจแบบเน็ตเวิร์ค ทู เน็ตเวิร์ค ( N2N) ของโลจิสติกส์ ทำทุกกระบวนการ ตั้งแต่นำเข้า จัดเก็บ นำส่งกระบวนการผลิต นำสินค้าผลิตมาจัดเก็บและกระจายให้กับลูกค้า และส่งออกไปนอกประเทศ ยังมีบริการการข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ (Cross-border) เป็นต้น
รุกขยายอาณาจักรในอาเซียน
ทั้งนี้ ด้วยบริษัทเห็นถึงศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศชั้นนำในอาเซียนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค จึงปักหมุดขยายการลงทุนธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นและการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ จากกลุ่มประเทศ CLMV + China (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม + จีน) สู่กลุ่มประเทศดังกล่าว เพื่อเสริมศักยภาพเป็น Cold Chain Hub in Asean หรือศูนย์กลางของธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นในอาเซียนที่แข็งแกร่ง รวมถึงสร้างคลัสเตอร์คลังสินค้าห้องเย็นในภูมิภาคนี้
โดยแผนการลงทุนในต่างประเทศนั้น บริษทจะให้ความสำคัญในเรื่องการหาพันธมิตร (พาร์เนอร์) ที่มีศักยภาพ มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่และมีลูกค้ารายใหญ่ในมือ ทั้งนี้ แม้การเข้าไปลงทุนในหลายประเทศบริษัทอาจไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และมีสัดส่วนน้อยกว่า 50% แต่ก็สามารถสร้างการรับรู้ผลกำไรให้กับบริษัทได้ค่อยข้างดีอย่างต่อเนื่อง
อัดงบ 3 พันล้าน
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาทางพาร์ทเนอร์ต่างชาติยังติดต่อมาเสนอความร่วมมือในการขยายการให้บริการเกี่ยวเนื่องโลจิสติกส์ไปยังประเทศใหม่ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย ทั้งประเทศอินเดีย ซาอุดีอาระเบีย และแอฟริกา ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาในการศึกษาอีกระยะหนึ่ง
สำหรับงบการลงทุนใปี 2569 บริษัทคาดการณ์คร่าวๆ ไว้ที่ประมาณ 1,500-3,000 ล้านบาท เนื่องจากมีโอกาสที่จะได้เห็นการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มเติมอย่างน้อย 1 ดีลในปีหน้า เบื้องต้นคาดว่าอาจเป็นการลงทุนในรูปแบบของการควบรวมกิจการ (M&A)
รวมถึงงบลงทุนบางส่วนจะนำมาใช้รองรับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเอา AI เข้ามาใช้สร้างจุดเด่นให้กับบริการของบริษัท ซึ่งมองว่านอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วให้กับกระบวนการทำงานแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้กับบริษัทได้เพิ่มอีกด้วย
ไตรมาส 4 ฉายแววเด่น
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 บริษัทคาดว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากธุรกิจขนส่งแบบ B2B และธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ที่ฟื้นตัว จากความต้องการขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ ขนส่งรถและชิ้นส่วนยานยนต์ น่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี จากการเร่งโครงการก่อสร้างและการจัดงานมอเตอร์เอ็กซ์โป
ส่วนธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นคาดว่าจะมีความต้องการเช่าพื้นที่จัดเก็บอาหารทะเลและสัตว์ปีกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ จะได้รับผลดีจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลงหลังจากปรับโครงสร้างแหล่งเงินกู้ รวมถึงมีแผนจำหน่ายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการรับรู้กำไรเพิ่มเติม
ปี 2568 เรามีการเติบโตของยอดขายและกำไรพอสมควร สินค้าอุปโภค-บริโภค สินค้าไฮแวลู คอมมอนิตี วัสดุก่อสร้าง เคมีคัล แพคเกจจิ้ง ทำให้สัดส่วนการขนส่งแชร์บริษัทสูงถึง 65% โดยในปัจจุบันกับยังให้บริการกับลูกค้ารายใหญ่อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราแทบไม่มีปัญหาในธุรกิจเลย
อีกทั้งในปีนี้บริษัทยังได้มีการขยายห้องเย็น สระบุรี เชียงใหม่ และมาเลเซีย ยิ่งเข้ามาเสริมการเติบโตให้กับบริษัทได้เพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่รวมกว่า 1.6 แสนตารางเมตร รองรับสินค้าได้กว่า 100,000 ตัน หรือกว่า 240,000 พาเล็ต และวางแผนขยายการลงทุนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และขอนแก่น เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริการครอบคลุมทุกภาคของประเทศไทยเพิ่มเติมอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าการเติบโตของรายได้รวมปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 5% จากปีก่อนที่กว่า 25,000-26,000 ล้าน จากฐานรายได้ของธุรกิจมีขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะสามารถรักษาอัตราเติบโตของกำไรสุทธิให้อยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่องจากช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น





