
"อัสสเดช" กดปุ่มโปรเจ็กต์ Jump+ เดือนพ.ค. นี้ เล็งขอนิรโทษกรรมบัญชี 2 เล่ม
ตลท. เดินเกมยกระดับตลาดทุนไทย เร่งคลอดโปรเจ็กต์ Jump+ จ่อเข้าหารือกระทรวงการคลังขอสิทธิประโยชน์ทางภาษี สร้างมูลค่าเพิ่ม บจ. ไทย พร้อมขอนิรโทษกรรมบัญชีสองเล่ม เอื้อการเข้าซื้อกิจการ ภายใต้ข้อแม้จะไม่กระทบต่อสภาพทางการคลัง ชี้เป้า เดือนพ.ค. 68 กดปุ่มสตาร์ท
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ทางตลาดหลักทรัพย์ยังคงเดินหน้ามองหาหนทางแก้ไขและปรับโครงสร้างตลาดทุนพัฒนาให้มีการเติบโตและยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งหัวใจสำคัญในครั้งนี้ คือ โครงการจั๊มพ์พลัส (Jump+) ที่มองว่าจะเข้ามาช่วยยกระดับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งในเรื่องของ Good Governance และ Good Performance ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุน ช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยบริษัทพัฒนาในเรื่องของ Value ให้กับนักลงทุนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไป โดยมุ่งเพิ่มมูลค่ากำไรอย่างยั่งยืนด้วยการสนับสนุนด้าน ESG, AI, การให้คำปรึกษา และการสื่อสารกับผู้ลงทุน โดยเฉพาะต่างประเทศได้เข้าถึงข้อมูล พร้อมทั้งเตรียมดัชนีสะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทที่ประสบความสำเร็จ รวมส่งเสริมการควบรวมกิจการ (M&A) เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
ปัจจุบันทางตลาดหลักทรัพย์อยู่ในระหว่างการเร่งดำเนินการผลักดันให้โครงการ Jump+ เกิดขึ้นโดยเร็ว เบื้องต้นคาดว่าภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์นี้ จะมีการนำเรื่องการขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับโครงการดังกล่าว รวมถึงเรื่องภาษีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เข้าหารือกับทางกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดทุนไทย โดยคาดหวังว่าในช่วงเดือนพ.ค. 68 นี้จะเปิดดำเนินการโครงการ Jump+
ทั้งนี้ ในการหารือเพื่อเจรจาการขอสิทธิพิเศษทางภาษีกับกระทรวงการคลัง ประกอบด้วย 2 หัวข้อสำคัญ
- สิทธิพิเศษเว้นภาษีนิติบุคคลจากกำไรส่วนเกินของกำไรที่เคยทำได้ปกติ โดยมองประโยชน์ว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมาย ทั้งการสร้างมูลค่าธุรกิจให้สูงขึ้น มีการให้ข้อมูลและสื่อสารกับนักลงทุนที่มากขึ้น โดยให้แรงจูงใจ บจ. เข้าร่วมโครงการ คือ ภาษี ภายใต้ข้อแม่ที่จะไม่ทำให้สถานภาพทางการคลังแย่ลง
- การขอให้นิรโทษกรรมภาษีรายได้ให้กับบริษัทนอกตลาดหลังทรัยพ์ ในส่วนบัญชีสองเล่ม เพื่อเป็นการลดอุปสรรคให้กับบริษัทจดทะเบียนในเวลาเข้าควบรวมกิจการ (M&A) เนื่องจากไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีย้อนหลังในส่วนบัญชีที่สองที่ไม่ได้รายงานบัญชีเพื่อยื่นเสียภาษีก่อนหน้านี้ โดย บจ. เองก็จะไม่เกิดปัญหา เพราะมีการทำบัญชีตามมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กำหนดไว้อยู่แล้ว
โดยมองว่าแนวคิดดังกล่าวจะทำให้บริษัทจดทะเบียนมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุนการดำเนินงาน กำลังทางการเงินในการลงทุนจะมากขึ้น สามารถแข่งขันในตลาดระดับโลกได้เพิ่มขึ้น เพราะมองว่าการที่ บจ. จะสามารถเติบโตได้อย่างแท้จริง จะต้องออกไปขยายตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ดี หัวใจหลักของผลประโยชน์ที่ได้จะรับมี 4 ด้าน ประกอบด้วย
- สร้างการเติบโตให้กับบริษัทจดทะเบียน (Growth)
- เห็นผลจับต้องได้ชัดเจน (Visibility)
- การได้ผลตอบแทนพิเศษ (Incentive)
- สร้างความเชื่อมั่น (Trust & Confidence)
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการให้สิทธิประโยชน์กับบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ และบริษัทที่สามารถพัฒนาได้ตามแผนที่วางไว้ เช่น การสนับสนุนค่าที่ปรึกษา (FA) การพาไปนำเสนอข้อมูลบริษัท (Roadshow) ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจในธุรกิจ และแสดงศักยภาพของบริษัทไทย ทำให้นักลงทุนเห็นภาพ สามารถนำข้อมูลที่ได้ไปพิจารณาการลงทุนในอนาคต
นายอัสสเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเร่งผลักดันโครงการ Jump+ ให้ทันภายในช่วงไตรมาส 2/68 นี้ เบื่องต้นวางเป้าหมายว่าจะมีการประกาศรายละเอียดออกมาภายในเดือน พ.ค. เพื่อให้ทันช่วงของการจัดทำแผนธุรกิจที่ตามปกติแล้วมักจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3/68 อย่างไรก็ดี ในรอบแรกนี้วางเป้าหมายจะมี บจ. เข้าร่วมโครงการกว่า 50 บริษัท โดยจะมีการวางเกณฑ์และคุณสมบัติสำหรับ บจ. ที่จะเข้าร่วมโครงการ
สำหรับข้อกำหนดคุณสมบัติของ บจ. ทั้งในตลาด SET และ mai ที่จะเข้าร่วมโครงการ Jump+ ต้องไม่เข้าข่ายดังนี้
- ถูกขึ้นเครื่องหมาย CB CS CC CF
- เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน
- อยู่ระหว่าง ก.ล.ต. กล่าวโทษ
- มี กรรมการ ผู้บริหาร ที่ถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษ ใน 1 ปีที่ผ่านมา
- ระหว่างการเข้าร่วมโครงการต้องไม่เข้าข่ายหัวข้อข้างต้นด้วย







