
ซีจีเอสชี้ หนี้เอกชนจ่อระเบิดกลางปี 67
เอกชนชี้ หนี้เอกชน จุดอันตรายเศรษฐกิจไทย สะกิดธปท.ปรับเงื่อนไขกองทุน BSF รับมือหุ้นกู้ครบชำระ เสี่ยงผิดนัดสูงกลางปี 67 แนะตลาดหลักทรัพย์จับมือรัฐบาล เข็นหน่วยงานภาครัฐที่ทำกำไรระดมทุน นำเงินไปลดหนี้
ท่ามกลางการมองต่างมุมในการดำเนินนโยบายการเงินระหว่างรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังรัฐบาลออกมากดดันให้ธปท.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกระตุ้นการบริโภคและลดภาระหนี้ จากการที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (CGSI) สะท้อนมุมมองผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ส่วนตัวมองว่า จุดอันตรายของเศรษฐกิจไทย จุดแรกอยู่ที่หนี้ภาคเอกชนคือ หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
จุดที่สองคือ อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าแตะระดับวิกฤติต้มยำกุ้งแล้วในบางประเทศ เพียงแต่ค่าเงินบาทยังไปไม่ถึงระดับนั้นและยังอยู่ในกรอบ ซึ่งไทยไม่ควรรอให้เกิดอย่างนั้น เพราะถ้าถึงจุดนั้นจะเป็นวิกฤติสถาบันการเงินได้ ดูอย่างวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในจีน ยักษ์ใหญ่ Evergrande ที่ขาดสภาพคล่องจนผิดนัดชำระหนี้
ดังนั้นถ้าจะทำจริง โอกาสในการลดหนี้ภาคเอกชนน่าจะง่ายกว่า ซึ่งก็ขึ้นกับว่า สถาบันการเงินเจ้าหนี้ที่จะยอมส่งรายชื่อบริษัทที่อยู่ในข่ายให้ธปท.ดำเนินการตามแผนหรือไม่ หากรอบนี้สามารถดูดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือหนี้เน่าออกไป ก็จะเคลียร์งบดุลของสถาบันการเงินให้สามารถปล่อยสินเชื่อ เพื่อนำเงินไปลงทุนต่อไปได้
“ตลาดตราสารหนี้นั้น ผมคิดว่า ธปท.ช่วยได้ เพราะคอร์ปอเรตจะมีปัญหาแน่ หรือต่อให้ไม่มี ต้องหาทางแก้ Zombie และทำให้ค่าเงินบาทมีเสถียรมากที่สุด ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงขาลง อย่าให้รู้สึกไม่ปลอดภัย” ดร.จิติพล กล่าว
ในมุมมองของผม คือ ธปท.สามารถเตรียมนโยบายรองรับหุ้นกู้เอกชนที่เสี่ยงจะผิดนัดชำระหนี้ ถ้าไม่มีนโยบายการคลังออกมาเลยและเศรษฐกิจแย่จริงๆ โดยไม่มีการเติบโตของสินเชื่อหรือไม่มีศักยภาพ, ธุรกิจไม่อยากลงทุน ธปท.ต้องระวังหลัง และกังวลว่า หนี้ของภาคเอกชนจะระเบิดก่อน เพราะเห็นคนไม่มีปัญหาคืนหนี้หุ้นกู้ ซึ่งยังเป็นความเสี่ยง
ตอนนี้ถ้าจะมีใครสักคนผิดนัดชำระหนี้ ก็จะทำให้หุ้นกู้ออกไม่ได้หมดอยู่แล้ว และจะเกิดปัญหาเดียวกับช่วงล็อคดาวน์ใหม่ๆ ผมเกรงจะเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องชั่วคราวแบบนั้น เพราะเห็นสัญญาณการหยุดชำระหนี้ แม้จะไม่ยอมผิดนัดและยังไม่มีใครฟ้องคดี แต่หากแนวโน้ม สัญญาณไม่ดี หากตลาดไม่ใจดีเช่นที่ผ่านมา สุดท้ายตรงนั้นมีนโยบายรอไว้หรือยัง เพราะประมาณเดือนพ.ค. เดือนมิ.ย.ปีนี้จะมีหุ้นกู้โรลโอเวอร์อีกเยอะ” ดร.จิติพล กล่าว
ทั้งนี้ ช่วงวิกฤติโควิด-19 ธปท.มีนโยบายดูแลด้านสภาพคล่องของแต่ละบริษัท โดยตั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (Corporate Bond Stabilization Fund: BSF) ดังนั้นรอบนี้ ในภาวะที่หนี้สูง ตลาดไม่กล้าลงทุน ธปท.ยังมีเครื่องมือนี้ที่จะรองรับ โดยการเคลียร์เงื่อนไขเพื่อให้บริษัทใช้ประโยชน์ด้านสภาพคล่องและป้องกันปัญหาผิดนัดชำระที่จะเกิดขึ้นได้ หรือเคลียร์บาบาลชีทของคนด้วยการดึงหนี้ครัวเรือนที่สงสัยว่าจะผิดนัดชำระโดยให้แต่ละคนลงทะเบียน
ดร.จิติพลกล่าวว่า ที่ผ่านมา การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.50% มาเป็น 2.50% เพราะธปท.ตั้งใจให้ดอกเบี้ยเป็นกลไกลดหนี้ครัวเรือนหรือควบคุมหนี้ครัวเรือนไม่ให้เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ทำมาทั้งหมดพิสูจน์แล้วว่าไม่สำเร็จ ตอนนี้พอเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้นโยบายนี้ไม่เวิร์ค จึงไม่จำเป็นต้องคงค้างเอาไว้ ถ้ามองในประเด็นหลักของนโยบายดอกเบี้ยนั้นคือ มีความเสี่ยงเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องสถานะหรือเสถียรภาพของบริษัทหรือบุคคลที่จะผิดนัดมากกว่านี้หรือไม่
ฉะนั้น การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ทำให้การปรับตัวรับสถานการณ์นานขึ้น เช่น บริษัททำธุรกิจอยู่ได้นานถ้าดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง สภาพคล่องเยอะขึ้นหรือยื้อได้นานสำหรับรายที่มีปัญหา ยกตัวอย่าง การลดดอกเบี้ยลง 1.0% ผู้ที่เคยจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเฉยๆ เดือนชนเดือนในช่วงก่อนหน้า เขาจะสามารถอยู่ได้นานขึ้นแบบอัตโนมัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะคืนหนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ส่วนตัวจะเห็นว่า ควรจะแก้หนี้ครัวเรือนที่สุด แต่จะเป็นเหมือนเบี้ยหัวแตก เนื่องจากมูลหนี้ต่อรายไม่สูง ความตั้งใจจะแก้ไขหนี้ของลูกหนี้และเจ้าหนี้ยังสวนทางกันอยู่สถาบันการเงินยอมเก็บหนี้ไว้หรือเลี้ยงไว้ไม่ให้ตาย โดยชาร์จดอกเบี้ยต่อปี ซึ่งจะเป็นรายได้อยู่ ดังนั้นหากจะลดปัญหาหนี้ครัวเรือนนั้น ต้องหาวิธีอื่นได้แล้ว
ดร.จิติพลกล่าวต่อว่า ขณะนี้หากงบประมาณภาครัฐไม่ออก ธปท.ต้องระวังหลังคือ ธปท.ต้องกังวลแล้วว่า หนี้ภาคเอกชนจะระเบิดก่อน เพราะเราเห็นแล้ว คนที่มีปัญหาหรือคนไม่มีงานทำ เริ่มไม่มีปัญญาจะคืนหนี้ โดยเฉพาะบริษัทเอกชนที่เคยออกหุ้นกู้มาก่อนหน้า คือ ความเสี่ยงหลักที่จะต้องมอง ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากต้องร่วมกับรัฐบาลหาทางจัดการกับปัญหาธรรมาภิบาลอยู่แล้ว ต้องเข็นหน่วยงานภาครัฐที่มีกำไรมาจดทะเบียน เพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลดหนี้
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 44 ฉบับที่ 3,971 วันที่ 3 - 6 มีนาคม พ.ศ. 2567







