JMART อ่วมงบปี 66 พลิกขาดทุน 447 ล้าน เซ่นรับรู้ผลขาดทุนบริษัทร่วม

13 กุมภาพันธ์ 2567

JMART รายงานผลประกอบการปี 66 พลิกขาดทุนสุทธิ 447.01 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,794.96 ล้านบาท เหตุจากการรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัทร่วม "SINGER-SGC"

บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART รายงานผลดำเนินงานปีงบ 2566 ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บริษัทมีขาดทุนสุทธิ 447.01 ล้านบาท  ลดลงจากปีก่อนหน้าถึง 2,242 ล้านบาท หรือลดลง 124.9% จากสิ้นปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิ 1,794.96 ล้านบาท 

บริษัทฯพลิกขาดทุน สาเหตุหลักมาจากส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนใน บริษัทร่วม และผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากสินทรัพย์ทางการเงินอื่น 843 ล้านบาท โดยหากไม่รวมรายการผลขาดทุนบริษัทจะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานเท่ากับ 396 ล้านบาท

1. ธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เสริม ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (“เจมาร์ทโมบาย”) ในปี 2566 ที่ผ่านมา มีจำนวนสาขาที่เปิดทั่วประเทศจำนวน 319 สาขา (รวม IT Junction) มียอดขายลดลงร้อยละ 8.9 จากปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายอยู่ที่ระดับ 8,699 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,365 ล้านบาท โดยจำหน่ายโทรศัพท์มือถือได้จำนวน 0.7 ล้านเครื่อง


2. ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค  เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (“เจเอ็มที”) ยังคงเป็นธุรกิจที่มีผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา เจเอ็มทีบรรลุเป้าหมายการทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง มีกำไรสุทธิเท่ากับ 2,010.7 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าร้อยละ 15.2

3. ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) (“เจเอเอส”) มีผลการดำเนินงานในปี 2566 มีผลกำไรสุทธิเท่ากับ 192.6 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 4.8 โดยสาเหตุที่เจเอเอสมีผลกำไรสุทธิลดลง เนื่องจากการตั้งสำรองหนี้สูญและมีส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้า ซึ่งทั้งสองรายการเป็นรายการเพียงครั้งเดียว (One time item) ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

4. สายธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมสินเชื่อเช่าซื้อ และ Car for Cash บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (“ซิงเกอร์”) มีผลขาดทุนสุทธิ 3,210 ล้านบาท และสำหรับบริษัทย่อย บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)หรือ SGC มีผลขาดทุนสุทธิ 2,275 ล้านบาท เนื่องจากลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา


 

บริษัทมีรายได้รวมประจำปี 2566 เท่ากับ 13,743.5 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 176.5 ล้านบาท หรือลดลงในอัตรา 1.3% โดยมีสาเหตุคือ

1. รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า เท่ากับ 8,872.1 ล้านบาท ลดลงในอัตราร้อยละ 7.2 จากปีก่อนหน้า ยอดขายในส่วนของการขายของซิงเกอร์ที่ลดลง เนื่องจากการปรับกระบวนการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้น

2. รายได้ดอกเบี้ยจากเงินซื้อลูกหนี้ และกำไรจากเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้ ซึ่งเป็นรายได้จากธุรกิจบริหารหนี้ ในปี 2566 รวมเท่ากับ 4,186.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 395.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา 10.4% ซึ่งเป็นผลจากการจัดเก็บหนี้ที่ดีขึ้น

3. รายได้ค่าเช่า เท่ากับ 368.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา 27% การเพิ่มขึ้นดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นและรายได้จากการบริการจากโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงอัตราค่าเช่าพื้นที่ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ รายได้สาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการดำเนินนโยบายที่ปรับราคาไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เกี่ยวข้อง

4. รายได้จากการรับประกันภัย เท่ากับ 316.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา 13.8% ซึ่งเป็นผลจากการขยายช่องทางในการทำประกันภัย

ขณะที่มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จากงบการเงินรวมประจำปี2566 เท่ากับ 2,730.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 457.4 ล้านบาท หรือเพิ่ม 20.1% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากค่าใข้จ่ายของพนักงานของบริษัทย่อยที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของธุรกิจ ค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นในบริษัทย่อย และ ECL ที่เกิดในบริษัทย่อยที่ทำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ