
เล็งจังหวะลงทุนหุ้นกู้ โบรกเตือนอย่าตระหนก
ไทยพาณิชย์ชี้ แนวโน้มผิดนัดหุ้นกู้ขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจ ยันกระทบกลุ่ม BBB-ขึ้นไปจำกัด จับตากลุ่ม NON RATE เหตุรับมือความผันผวนเศรษฐกิจต่ำ โบรกชี้ตลาดหุ้นกู้ยังน่าสนใจลงทุน เตือนอย่าวิตกเกินเหตุ
สะเทือนตลาดหุ้นกู้อีกระลอก เมื่อบิ๊กคอร์ปอย่างบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ TU แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บริษัทฯอยู่ระหว่างการดำเนินการ เพื่อจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ 5 ชุด วงเงินรวม 16,119.72 ล้านบาท เพื่อขอผ่อนผันเงื่อนไขการจ่าย ดอกเบี้ย และ เงินปันผล ก่อนการประกาศผลประกอบการประจำปี 2566
ล่าสุดบริษัท โกลบอล คอนซูเมอร์ จำกัด(มหาชน) หรือ GLOCON ยังแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอเลื่อนจ่ายหุ้นกู้ "GLOCON242A" วงเงิน 300 ล้านบาท ไปอีก 2 ปี แบ่งจ่าย 9 งวด แลกเพิ่มอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็น 7.50% ต่อปี โดยเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้ วันที่13 กุมภาพันธ์ 2567 นี้ เพื่อขออนุมัติผ่อนผันl
จากที่ก่อนหน้าที่ ยักษ์ใหญ่ด้านรับเหมาก่อสร้างอย่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง จนต้องขอยืดอายุการชำระหนี้เงินต้นหุ้นกู้ 5 ชุดออกไปอีก 2 ปี พร้อมปรับเพิ่มดอกเบี้ยให้อีก 0.25%ต่อปีในปีแรกและเพิ่มดอกเบี้ยหุ้นกู้อีก 0.50% ต่อปีในปีที่ 2
ไฮยีลด์ครบดีล 9.9 หมื่นล้าน
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยตัวเลขหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2567 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 890,908 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีมากถึง 90%ที่เป็นหุ้นกู้ในกลุ่มอินเวสต์เมนต์ เกรด เป็นหุ้นกู้ที่มีเรทติ้ง BBB- ขึ้นไป ซึ่งเป็นหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทที่มั่นคง ผลประกอบการดี อยู่ในกลุ่มที่น่าลงทุน ผลตอบแทนไม่สูงมาก มีอยู่ 791,322 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังเป็นหุ้นกู้ที่มีเรทติ้งค่อนข้างสูง หรือตั้งแต่ A-ขึ้นไป ประมาณ 86 บริษัท มูลค่ารวมประมาณ 688,000 ล้านบาท ถือว่ามีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างตํ่า
ส่วนอีก 10% เป็นหุ้นกู้ในกลุ่มไฮยีลด์ มีเรทติ้งตํ่ากว่า BBB- ลงมา แต่ให้ผลตอบแทนสูง และหุ้นกู้ของบริษัทที่ไม่ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมกว่า 99,586 ล้านบาท โดยหุ้นกู้ไฮยีลด์ ที่ครบกำหนดในปีนี้ มีความเสี่ยงอยู่ประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของจำนวนหุ้นกู้ไฮยีลด์ที่ครบกำหนด
MQDC จ่ายหนี้หุ้นกู้ครบ
ล่าสุด 29 มกราคม 2567 รายงานข่าวจากบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัดหรือ MQDC ระบุว่า บริษัทได้ชำระหนี้หุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในเดือนมกราคม จำนวน 9,704 ล้านบาท ทั้งหมดแล้วเป็นที่เรียบร้อย ประกอบด้วย หุ้นกู้ชุดที่ 1:MQDC241G กำหนดวันที่ 22 มกราคม 2567 เป็นจำนวน 4,100 ล้านบาท หุ้นกู้ชุดที่ 2: MQDC241A MQDC241B MQDC241C MQDC241D MQDC241E MQDC241F กำหนดวันที่ 29 มกราคม 2567 เป็นจำนวน 5,604 ล้านบาท
“MQDC ยืนยันว่า บริษัทยังคงดำเนินกิจการเป็นอย่างดี โดยโครงการที่เป็นโครงการใหญ่และเป็นโครงการ flagship ของ MQDC อย่าง The Forestias นั้น จะเสร็จสิ้นในปี 2567 นี้ และจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ต้นปีอย่างต่อเนื่อง”
เบี้ยวหนี้ขึ้นกับภาพศก.
นายรุ่งโรจน์ เสกสรรค์วิริยะ ผู้อำนวยการ Investment Product Selection and Partnership ธนาคาร ไทยพาณิชย์เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ถึงแนวโน้มการผิดนัดชำระของหุ้นกู้ (Default Payment)ว่า การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้จะมากหรือน้อยขึ้นกับวัฏจักรเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจเกิดความผันผวน ก็มีโอกาสที่จะเห็นการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นในบางกลุ่ม เช่นกลุ่มหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตที่ตํ่ามาก หรือกลุ่มหุ้นกู้ที่ไม่มีการจัดอันดับเครดิต
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า ผลกระทบต่อการผิดนัดชำระหนี้ที่จะมีต่อกลุ่มหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตระดับลงทุนได้ขึ้นไปจะมีน้อยมาก เพราะมองว่าแม้เศรษฐกิจผันผวน แต่บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับที่ดี มักจะสามารถรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจได้ดีเช่นกัน
“ยังเชื่อว่า ตลาดตราสารหนี้ จะเป็นแหล่งระดมเงินทุนที่สำคัญของบริษัทในไทย และเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการเลือกลงทุนในตราสารหนี้นั้น นักลงทุน ควรศึกษาการวิเคราะห์งบการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ ให้เข้าใจ โดยปัจจุบัน มีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์มากมาย บทวิเคราะห์จากสถาบันหลายแหล่ง รายงานจัดอันดับเครดิต” นายรุ่งโรจน์กล่าว
อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์หลายเรื่องจากบทเรียนการลงทุนที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้นักลงทุนเผชิญความผิดพลาดซํ้าจากแผลเดิม ขณะที่ตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลของกิจการและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการทำผิดทุจริตของบริษัทที่มีปัญหาได้ดีขึ้น และจะส่งผลดีต่อตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ในอนาคตได้เช่นกัน
ห้าม Investment Company ระดมทุน
ล่าสุดก.ล.ต.ได้ปรับเกณฑ์กำหนดให้บริษัทที่จะออกหุ้นกู้ไม่มีลักษณะเป็นการบริหารจัดการเงินลงทุน (Investment Company) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ทำให้นักลงทุนน่าจะวางใจในการเลือกลงทุนหุ้นกู้ได้มากขึ้น เพราะเกณฑ์ของก.ล.ต.ข้อนี้ ช่วยคัดกรองบริษัทที่พึ่งพาการลงทุนในหลักทรัพย์ เพื่อหวังเงินปันผล โดยที่ไม่ได้บริหารเองออกไป
ดังนั้นบริษัทที่เป็น Investment Company จะได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะจะไม่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ทุกประเภทตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ทั้งในรูปของหุ้นสามัญหรือหุ้นกู้ ซึ่งหากปัจุบบันมีบริษัทเหล่านั้นในตลาด บริษัทเหล่านั้นต้องหาแนวทางลดสัดส่วนการลงทุนในลักษณะนี้ลง เพื่อให้เป็นไปตรากรอบที่ก.ล.ตกำหนด
ในส่วนของผลกระทบกับหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2567 ต่อกรณีการห้าม Investment Company ระดมทุนนั้น เท่าที่ศึกษาข้อมูลหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดปีนี้ 9.39 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จัก บริษัทเหล่านั้นแสวงหาผลตอบแทนจากการทำธุรกิจโดยตรงและชัดเจน จึงมองว่าในภาพรวมส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ รวมถึงผลกระทบต่อหุ้นกู้กลุ่ม Non rate น่าจะมีอย่างจำกัดเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม มองว่า แนวโน้มการออกหุ้นกู้ non rate ในปีนี้ อาจได้รับผลกระทบมาจากปัจจัยอื่น ทั้งความกังวลต่อเศรษฐกิจ ภาระหนี้สินรวมของระบบที่อยู่ในระดับสูงมากรวมถึงการเห็นหุ้นกู้บางบริษัทผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในกลุ่มหุ้นกู้ non rate น่าจะลดลง และอาจเรียกร้องให้มีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น เพื่อสะท้อนความเสี่ยงของหุ้นกู้ดังกล่าว
โบรกเตือนอย่าตระหนก
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัดกล่าวว่า ความน่าสนใจในการลงทุนในตลาดหุ้นกู้นั้นยังคงมีอยู่ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีกระแสการขอเลื่อนชำระหุ้นของของหลายบจ. มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลใจไปมากและไม่กล้าที่จะลงทุนให้ตลาดหุ้นกู้ มองว่าการลงทุนนั้นยังคงทำได้
เพียงแต่จะลงทุนให้หุ้นกู้ตัวไหนอาจต้องเข้าไปดูงบในเชิงลึกว่าสถานะการเงินมีความแข็งแกร่งหรือไม่ มีกระแสเงินสดในมือมากน้อยแค่ไหน เพียงพอที่จะชำระหุ้นกู้คืน หรือจ่ายปันผลหรือไม่ ยิ่งในช่วงภาวะแย่ๆ บจ. ยิ่มต้องมีการยอมจ่ายปันผลในระดับพรีเมี่ยมมากขึ้น ซึ่งการลงทุนคงต้องเลือกใน บจ. ที่มีธุรกิจที่ดี และมีเรตติ้งที่ดี เพื่อป้องกันความเสี่ยง
นายสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่อยากให้นักลงทุนมีความกังวลใจต่อการลงทุนในตลาดหุ้นกู้มากจนเกินไป แม้ที่ผ่านมาจากมีหลาย บจ. ที่ออกมาขอเลื่อนระยะเวลาในการจ่ายหุ้นกู้คืน แต่ก็ไม่ใช่ บจ. ทั้งหมดที่มีการออกหุ้นกู้ และมองว่าเป็นเพียงเรื่องเฉพาะกิจการของบริษัทนั้นๆ เพียงเท่านั้น บจ. ที่ธุรกิจยังดี ผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดที่ดีท็ยังมีอยู่
ก.ล.ต.รับดีมานด์หาย
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวก่อนหน้านี้ว่า จากกระแสข่าวการขอเลื่อนชำระหุ้นกู้ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีผลต่อความเชื่อมั่น ทำให้ผู้ลงทุนมีความกังวลใจและเกิด การปิดรายการซํ้าเติมตลาดจนกระทั่งไม่มีดีมานด์เข้ามาในตลาด ทำให้การออกตราสารหนี้ใหม่อาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่มองว่าในส่วนที่อยู่ในระดับ Invest
ment grade ยังไปได้อยู่
ขณะที่กลุ่ม High Yield อาจขายได้ยากหน่อย ดังนั้น จึงต้องมีการเอาเครื่องมืออื่นๆ เข้ามาช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ส่วนประเด็นสถานการณ์หุ้นกู้เอกชนที่จะครบกำหนดและอาจมีปัญหาในเรื่องการผิดนัดชำระในช่วงนี้ที่มีผลทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลใจ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาหุ้นกู้ภาคเอกชน ทาง ก.ล.ต.ยังไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ที่ผ่านมาทาง ก.ล.ต. ได้หารือถึงความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน เพื่อร่วมมือกันในการพัฒนาและยกระดับการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน รวมไปถึงการป้องกันและป้องปรามพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนให้กับผู้ลงทุนได้มากยิ่งขึ้น
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 43 ฉบับที่ 3,962 วันที่ 1 - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

