thansettakij
thansettakij
GUNKUL อัดงบ 1,120 ล้าน ซื้อหุ้นคืน 380 ล้านหุ้น  เริ่ม 16 พ.ย.นี้

GUNKUL อัดงบ 1,120 ล้าน ซื้อหุ้นคืน 380 ล้านหุ้น เริ่ม 16 พ.ย.นี้

01 พ.ย. 66 | 02:58 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ย. 66 | 02:58 น.

บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ประกาศอัดวงเงินไม่เกิน 1,120 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืนสูงสุด จำนวนไม่เกิน 380 ล้านหุ้น หนุนความเชื่อมั่น กําหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืน ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.66 - 15 พ.ค.67

นางสาวโศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 8 /2566  มีมติให้เปิดโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน (Treasury Stock)  โดยจะดำเนินการซื้อหุ้นคืนสูงสุดไม่เกิน 380 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ  0.25 บาท จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนคิดเป็น 4.28 % ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด คิดเป็นวงเงินซื้อคืนสูงสุดไม่เกิน  1,120 ล้านบาท กำหนดระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่  16 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2567    

 

โศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL)

 

การเปิดโครงการซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้ เพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพิ่มอัตราส่วนผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) รวมถึงทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจบริษัทสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่มีความแข็งแกร่งและยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ส่วนแหล่งเงินทุนจะใช้จากสภาพคล่องส่วนเกิน ซึ่งจะไม่กระทบกับฐานะทางการเงินแต่อย่างใด

ทั้งนี้กลุ่มบริษัทฯ มีความมั่นใจในภาพรวมครึ่งหลังปี 2566 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก  โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ  ซึ่งเป็นรายได้หลักที่มีเข้ามาสม่ำเสมอ  โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่มีกระแสลมเข้ามาแรง อีกทั้งยังทยอยรับรู้รายได้ในอนาคตจากโครงการใหม่ๆ และจากงานรับเหมาและวางระบบทางด้านวิศวกรรม (EPC) ที่ปัจจุบันมีงานอยู่ในมือ (Backlog) ประมาณ 5,000 ล้านบาท และมีแผนเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ๆ เพิ่ม  จึงทำให้มั่นใจว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ปี 2566 จะเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้คือ ไม่ต่ำกว่า 15%   

อนึ่งการเคลื่อนไหวราคาหุ้น GUNKUL ปิดซื้อขายเมื่อวันที่ 31 ต.ค.66 อยู่ระดับ  2.28 บาท โดยในรอบ 2 เดือน ราคาปรับลดลง 34.10%  โดยปรับตัวลดลงมากกว่าเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่ปรับลดลง -26.21%  และเทียบกับตลาดที่ปรับลดลง -25.80 %