thansettakij
thansettakij
AQ ตั้งเป้า 3 ปี ปั้นพอร์ตพีโลนแตะ1 พันล้านบาท

AQ ตั้งเป้า 3 ปี ปั้นพอร์ตพีโลนแตะ1 พันล้านบาท

20 ธ.ค. 65 | 10:50 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ธ.ค. 65 | 17:51 น.

“ชนน วังตาล” เปิดแผนเดินหน้าต่อยอดธุรกิจ AQ รุกธุรกิจ Non-Bank ให้กู้พีโลนดิจิทัล ตั้งเป้าปั้นพอร์ตแตะ 1 พันล้านบาทใน 3 ปี จากนั้น Spin off เข้าตลาดหลักทรัพย์ mai หวังปลด C หุ้นปีหน้า

บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ AQ ซึ่งดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Holding Company ได้สร้างปรากฎการณ์ในวงการธุรกิจ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 ด้วยการอนุมัติให้บริษัทย่อย คือ บริษัท อัลลาย เทคโนโลยี่ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด เข้าเทคโอเวอร์บริษัท เอ็ม เอส ซี ดับเบิลยู จํากัด (MSCW) ซึ่งดําเนินธุรกิจให้สินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท

 

พร้อมกับแต่งตั้ง “ชนน วังตาล”ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญงานวางแผนและประสบการณ์ด้านการเงินการธนาคารกว่า 10 ปี เคยร่วมงานกับหลากองค์กรชื่อดังและบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำในไทยและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งธุรกิจด้านการเงินจนเป็นที่รู้จักในวงการธุรกิจ Non-Bank เป็นอย่างดี

นอกจากนั้นยังอนุมัติให้บริษัท ธานนท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัดซึ่งเป็นบริษัทย่อยเข้าซื้อ บริษัท อีโกรนิกซ์ จำกัด หรือ EGRONIX ซึ่งดำเนินธุรกิจในด้านการปลูกและจำหน่ายพืช กัญชง กัญชา

 

“ชนน วังตาล” เปิดเผยว่า AQ ยังมีเป้าหมายที่จะซื้อกิจการอีก 2 บริษัท เพื่อดำเนินธุรกิจพิโกไฟแนนซ์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมทุน (JV AMC) เพื่อต่อยอดธุรกิจผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงินหรือ Non-Bank ให้ครอบคลุมทั้งบริการสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลหรือ ดิจิทัลพีโลน, บริการแฟคตอริ่ง และ JV AMC

นายชนน วังตาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ AQ

ต่อข้อถามถึง KPI ในฐานะมือวางให้ดำเนินธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล “ชนน” อธิบายว่า ส่วนตัวถูกวางตัวให้โฟกัสธุรกิจสินเชื่อพีโลนและบริหารด้านอื่นๆ ซึ่งหลังจากทำ M&A ได้สำเร็จแล้ว ภายใน 2-3 ปี KPI คือต้องสร้างพอร์ตสินเชื่อพีโลนและพิโกไฟแนนซ์ให้อยู่ในระดับใกล้ 1,000 ล้านบาท

 

หลังจากนั้นต้องแตกบริษัท หรือ Spin off สินเชื่อส่วนบุคคลเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่บริษัทปรับโครงสร้างภายใต้ทีมผู้บริหารชุดใหม่ที่เข้ามา เราทำงานกันเหนื่อยมาก โดยพยายามกระจายความเสี่ยงและขยายธุรกิจเพื่อสร้างรายได้สนับสนุนธุรกิจหลักของบริษัท

 

“ปัจจุบันเราอยู่ในช่วงเริ่มต้น เพื่อให้สามารถปลดเครื่องหมาย C จากหุ้นได้ในปีหน้า โดยคาดว่า จะหาทางออกกับผู้ถือหุ้นได้ หากธุรกิจใหม่สามารถทำกำไร โดยปีหน้าเราเน้นเดินหน้าตามแผนที่ได้ปรับโครงสร้างไปแล้ว เพื่อให้เกิดผลในทางปฎิบัติ โดยมุ่งไปที่ 2 ธุรกิจคือ พีโลนและอีโกรนิกซ์ขับเคลื่อนธุรกิจคาดว่า อัตรากำไรขั้นต้น Gross Profit Margin จะมีประมาณ 70%” นายชนน กล่าว 

 

สำหรับแนวโน้มที่มาของรายได้คาดว่ าจะมีสัดส่วน 20% เท่ากันใน 5 ธุรกิจได้แก่

  1. ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นแก่นธุรกิจของ AQ แต่แนวโน้มต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่ออัตรากำไร (Margin) บางลงเหลือ 12-15% จึงต้องปรับรูปแบบที่เน้นผลตอบแทนมากขึ้นและเป็นแหล่งรายได้ระยะยาวและสม่ำเสมอ เช่น เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ จะเปลี่ยนเป็นไฮเอนด์ ซึ่งมีอัตรากำไรที่ดี ซึ่งปัจจุบันบริษัทคงเหลือยอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Back-Log)ราว 800 ล้านบาทจาก 2 โครงการคือ เอคิว อาร์เบอร์ (สวนหลวง ร.9-พัฒนาการ) แลเอคิว เชดิ (ชลบุรี-บายพาส)
  2. ธุรกิจพลังงานทางเลือก (พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์) โดย AQ ถือหุ้น 1.5% ในบริษัท วินด์เอ็นเนอร์ยี่ ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังานลม 750 MW และถือหุ้น 10% ในบริษัท GEP (เมียนมา) ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเมียนมา 50 MW ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง แต่ผลตอบแทนมีโอกาสเติบโตตามแนวโน้มการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้นในอนาคตและจะสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในรูปเงินปันผล
  3. ธุรกิจโรงแรม ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่ดี 4 แห่งจำนวน 200 ห้อง แต่คาดว่า จะใช้เวลาอีก 3-5 ปี กว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาเช่นเดิมจึงเน้นทำธุรกิจที่ทำกำไรได้ก่อน เช่น โรงแรมที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ
  4. ธุรกิจการเงิน ในรูปแบบ Non-Bank เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล เน้นอนุมัติสินเชื่อออนไลน์ ต้นทุนต่ำไม่ต้องขยายสาขาทำให้มีโอกาสกำไร 20%
  5. ธุรกิจปลูกกัญชง-กัญชา โดยบริษัท Egronix มีผลผลิตกัญชงสำหรับอุตสาหกรรมทางการแพทย์ และสุขภาพ ติดอันดับ TOP 5 ของภาคเหนือ โดยเฉพาะการสกัดสาร CBD จากช่อดอกกัญชงเป็นความต้องการของตลาดเป็นธุรกิจที่มีกำไรดีมาก 60-70%

AQ ตั้งเป้า 3 ปี ปั้นพอร์ตพีโลนแตะ1 พันล้านบาท

ทั้งนี้ปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของกลุ่มบริษัท AQ ลดเหลือ 1.18 เท่า(ตามงบการเงิน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565) จากสิ้นเดือนธันวาคมปีก่อนอยู่ที่ 1.30 เท่า ขณะที่งบการเงินเฉพาะกิจการแสดง D/E ของบริษัทเท่ากับ 1.21 เท่าลดลงจากสิ้นปีก่อนที่ 1.25 เท่า

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3,844 วันที่ 15 - 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565